วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : บอนสี

บอนสี หรือที่เรียกกันแต่เดิมว่า บอนฝรั่ง เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดินค่ะ ส่วนที่เจริญขึ้นมานั้นคือก้านใบ ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวติดกับก้านใบ โดยก้านใบจะยาวประมาณ 20-50 เซนติเมตรน่ะนะคะ โคนก้านใบมีกาบใบหุ้มเป็นชั้น เรียงสลับกัน ใบกว้างคล้ายรูปหัวใจ ขนาดประมาณ 8-15 เซนติเมตร ลักษณะ สีสัน และขนาดนั้นก็จะแตกต่างกันตามชนิดของสายพันธุ์




ดอกของบอนสี จะออกจากส่วนกลางของยอด ซึ่งมีก้านดอกชูยาวเท่ากับขนาดก้านใบค่ะ ดอกกลมขอด ปลายแหลมเมื่อบานเต็มที่ โคนดอกกลมเป็นตุ่ม และส่วนปลายแผ่บานใหญ่ เป็นรูปปลมรี มีเกสรเป็นแท่งยาวโผล่ออกมา ดอกมีสีชมพูหรือสีขาว คล้ายกับดอกกวักมงคลน่ะนะคะ

บอนสีได้ชื่อว่าเป็น "ราชินีแห่งไม้ใบ" ค่ะ การปลูกบอนสีเพื่อประดับอาคารบ้านเรือนทั้งภายในและภายนอกนั้น ควรใช้กระถางสูงขนาด 6-10 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก : ใบไม้ผุ : ทราย หรือขุยมะพร้าว อัตราส่วนอย่างละ 1 คลุกเคล้าเป็นดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางและดินปลูกปีละครั้ง การปลูกเพื่อประดับภายในอาคารควรจัดให้บอนสีได้รับแสงบ้าง อย่างน้อย 3-5 วันต่อครั้ง หรืออาจเลือกพันธุ์ของบอนสีที่เหมาะสำหรับปลูกในที่ร่มก็ได้ เช่น บอนชนิดใบเขียว

การปลูกในแปลงปลูก นิยมปลูกประดับเป็นแนวรั้วบ้าน หรือบริเวณสวนหน้าบ้านค่ะ โดยคนโบราณนิยมปลูกบอนสี เนื่องจากบอนสีจัดเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อว่าบ้านใดปลูกไว้ประจำบ้าน จะช่วยคุ้มครองให้เกิดความสงบสุข เพราะบอนสีเป็นพรรณไม้ ที่ปลูกไว้คู่บ้านคู่เมืองมานานแล้ว โดยนิยมปลูกในพระราชวังของขุนนางข้าราชการในสมัยโบราณ ดังนั้นคนไทยจึงนำมาปลูกไว้ประจำบ้านด้วย เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย นอกจากนี้ชุดพันธุ์ของบอนสี ยังเป็นไม้มงคลนามอีกด้วย เช่น ชุดเทวดาประจำเรือน ชุดราชา เป็นต้น

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : ธรรมรักษา

ธรรมรักษา นั้น เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีมากมายหลายพันธุ์ค่ะ  ลักษณะเด่นก็คือมีลำต้นอวบน้ำ ที่ต้องการแสงแดดร่ม รำไต จนถึงแดดจัด โดยลำต้นของต้นธรรมรักษาจะอยู่ใต้ดิน เรียกว่า เหง้า มีลักษณะคล้ายกับกล้วย และมีความสูงราว 1-2 เมตร

ต้นธรรมรักษา จะเจริญเติบโตด้วยการแตกหน่อออกมาเป็นกอ ใบเรียงตัวสลับกัน ลักษณะใบคล้ายใบกล้วยหรือพุทธรักษา สีเขียว ผิวเรียบเป็นมัน ขนาดของใบก็ขึ้นก็ชิดของพันธุ์น่ะนะคะ ดอกเป็นช่อออกตรงส่วนยอดของลำต้น ลักษณะช่อดอกตั้งและห้อยลง แล้วแต่ชนิดของพันธุ์เช่นกัน มีสีหลากหลายเช่น เหลือง ชมพู แดง ผลก็คือส่วนของดอกที่เมื่อแก่ก็จะกลายเป็นเมล็ดน่ะนะคะ

การปลูกธรรมรักษา นั้น นิยมปลูกในแปลงหรือปลูกในสวนค่ะ มักปลูกเป็นกอเป็นจำนวนมาก เพราะจะได้เห็นความสวยงามของดอกได้เด่นชัดขึ้น โดยใช้แปลงกว้างประมาณ 12 เมตร ยกดินเป็นร่องคล้ายกับแปลงปลูกผัก ขนาดหลุมปลูกประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร เตรียมดินด้วยการไถพรวน แล้วจึงทำการปลูก

การปลูกในสกระถางเพื่อประดับอาคารบ้านเรือน ก็ยังคงนิยมปลูกประดับภายนอกอาคารเช่นกัน ควรใช้กระถางสูงขนาดราว 10-16 นิ้ว และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปีต่อครั้ง เพื่อไม่ให้การขยายตัวของรากแน่นเกินไป และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่แทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพลงน่ะนะคะ

ในสมัยโบราณเชื่อกันว่า ธรรมรักษา คือ พันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อเพิ่มสิริมงคลค่ะ เนื่องจากชื่อของต้นไม้ชนิดนี้ มีความหมายไปในทางที่ดี เพราะธรรมรักษาหรือธรรมะนั้น คือการรักษาในสิ่งที่ดีงาม หรือ ผู้ที่มีคุณธรรมซึ่งควรแก่การเคารพบูชา ดังนั้น ธรรมรักษา จึงหมายถึง การช่วยคุ้มครองรักษาให้แคล้วคลาด จากภัยอันตรายทั้งปวง และคนในบ้าน ก็จะมีคุณธรรมอันดีงามเสมอไป

คนไทยนิยมใช้ดอกธรรมรักษามาบูชาพระน่ะนะคะ เพราะเชื่อว่า เป็นดอกไม้ที่เหมาะสำหรับบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเชื่อกันว่า หากครอบครัวใด ที่ปลูกต้นธรรมรักษาเอาไว้ในบริเวณบ้าน สมาชิกทุกคนภายในบ้าน ก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองแคล้วคลาดจากอันตราย คนในครอบครัวจึงมีแต่ความสงบสุข ร่ีมเย็นนั่นเองค่ะ




วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : ทองอุไร





ทองอุไร หรือ ดอกสร้อยทอง นั้นเป็น ไม้มงคลนาม อีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันไว้ในบริเวณบ้านตั้งแต่สมัยโบราณค่ะ คนโบราณเชื่อกันว่า ทองอุไรจะเสริมโชคชะตาของผู้ปลูก ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีเงินทองร่ำรวยมั่งคั่ง สมดั่งชื่อทองอุไร

นอกจากความเชื่อในเรื่องของโชคลาภทางด้านเงินทอง ตามชื่อไม้ล้มลุกนี้แล้ว ยังเชื่อกันว่า ทองอุไร จะเสริมวาสนาบารมี ช่วยให้ผู้ปลูกไม้นี้ ได้มีเกียรติมีลาภยศสูงส่งอีกด้วย

ลักษณะของต้นทองอุไรนั้น จะเป็นไม้พุ่มขนาดกลางสูง 2-4 เมตร ไม่ผลัดใบค่ะ มีเรือนยอดทรงกลมถึงรูปไข่ และมีทรงพุ่มโปร่ง ลำต้นตั้งตรง ใบเป็นใบรูปหอก หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ประกอบแบบขนนกสองชั้น กว้างราว 14-16 เซนติเมตร ยาว 20-23 เซนติเมตร มีใบย่อย 5-11 คู่ เรียงตรงข้าม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใจจักฟันซี่แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนสีเขียวสด ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ แยกแขนงที่ปลายกิ่ง ดอกสีเหลืองสด ก้านช่อดอกยาว 7-11 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 แฉก คล้ายรูปแตร ดอกร่วงง่าย น่ะนะคะ





ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : ทองหลาง

ทองหลาง นั้น จัดเป็นไม้มงคลที่คนโบราณนิยมปลูกอีกชนิดหนึ่งค่ะ ในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่า บ้านใดปลูกทองหลางเอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ครอบครัวก็จะประสบกับความเจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทองมากมาย เรียกได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐีเลยทีเดียว อีกทั้งใบทองหลางนั้น ยังมีสีเหลืองแซมราวกับประกายของทองคำบริสุทธิ์เรืองรองจับตา เมื่อผู้ใดได้พบเห็นก็จะรู้สึกเย็นตาเย็นใจ




นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเชื่ออีกว่า ต้นทองหลางเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลูกบนสวรรค์ในสมัยพุทธกาล จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ต้นประวาลพฤกษ์ หรือ ต้นปาริชาต เพื่อความเป็นสิริมงคล ควรปลูกต้นทองหลางไว้ทาง ทิศเหนือ ผู้ปลูกควรเป็นผู้ที่เกิดใน ปีมะแม เพราะต้นทองหลางเป็นต้นไม้ประจำปีมะแม ถ้าหากผู้อาศัยในบ้านเกิดปีมะแมด้วยแล้วก็จะเป็นมงคลมากยิ่งขึ้นน่ะนะคะ

ลักษณะโดยทั่วไปของทองหลาง เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ค่ะ ไม้ชนิดนี้ต้องการแสงแดดจัด มักปลูกไว้กลางแจ้ง ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร ผิวเปลือกของลำต้นบาง มีสีเทาหรือเหลืองอ่อน ๆ ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมคม ใบเป็นใบรวม ออกเป็นช่อ มีประมาณ 3 ใบ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ขนาดใบกว้างราว 2-3 นิ้ว ยาว 25 นิ้ว ผิวใบเขียวหรือด่างเหลือง ๆ ใต้ท้องใบมีสีขาวขุ่น ก้านช่อยาวประมาณ 3-5 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อ ติดกันเป็นกลุ่ม ออกดอกตามบริเวณข้อต้น หรือโคนก้านใบ ลักษณะดอกคล้ายดอกถั่ว มีสีแดงหรือชมพู กลีบดอกกว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ผลเป็นฝักแบบโค้งเล็กน้อย โคนฝักลีบเล็ก ผลฝักแก่จะแตกที่ปลายอ้าออก มีเมล็ดเป็นเหลี่ยม ลักษณะของต้น ใบ ดอก แตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์น่ะนะคะ ชนิดของทองหลางที่นิยมปลูกเป็นไม้มงคลได้แก่ ทองหลางด่าง และทองหลางบ้านค่ะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : ทรงบาดาล

ต้นทรงบาดาล หรือบ้างก็เรียกกันว่า ต้นขี้เหล็กหวาน,ตรึงบาดาล นั้น จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่ต้องการแสง แดดจัด ชนิดหนึ่งค่ะ ลำต้นของต้นทรงบาดาลนั้นจะมีความสูงประมาณ 5-10 เมตร ทรงพุ่ม มีการแตกกิ่งก้านสาขามาก และแน่นทึบ ใบเป็นใบรวมออกเป็นแผงบนก้านใบ แผงใบยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ใบเรียบอยู่บนแผงเป็นคู่ มีประมาณ 8-12 ใบ ลักษณะใบเป็นรูปมน พื้นใบสีเขียว เกลี้ยง ขนาดใบกว้างราว 1 เซนติเมตร ยาว 2-3 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ สีเหลือง ตามส่วนยอดของลำต้น ดอกบานเต็มที่ประมาณ 2-3 เซนติเมตร มีกลีบดอก 5 กลีบ ฝักมีลักษณะแบน ผิวเป็นคลื่นซึ่งมีเมล็ดอยู่ภายใน


การปลูกทรงบาดาล นั้น นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านค่ะ ขนาดหลุมปลูกอยู่ที่ประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักดินร่วน ในอัตราส่วน 1:2 ผสมดินปลูก

ต้นทรงบาดาลนั้น จัดเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งค่ะ คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทรงบาดาลไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความยิ่งใหญ่ กว้างขวาง เพราะทรงบาดาลคือผู้เป็นใหญ่แห่งนาคพิภพในชั้นบาดาล และยังมีบางคนกล่าวว่าทรงบาดาลหรือ ทรงบันดาล คือการเกิดขึ้นแห่งพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งดอกทรงบาดาลสามารถออกดอกตลอดปี ลักษณะดอกขณะบานมีสีเหลือง เรืองรองดั่งทองอำไพ จึงมีความเชื่อว่าผู้ที่ปลูกจะมีความร่ำรวยมีเงินมีทองเข้ามาเหลือคณานับน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตัวเอง 
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : เงินไหลมา

เงินไหลมา นั้นเป็นพรรณไม้เลื้อยที่มีเถายาวค่ะ เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดรำไร หรือในร่ม ลำต้นกลม สีเขียว มีความยาวประมาณ 10-20 เมตร ผิวลำต้นเกลี้ยงและเป็นข้อห่าง ๆ มีรากงอกตามข้อลำต้น แต่ละข้อจะมีกาบใบหุ้มอยู่ ลักษณะใบจะเป็นใบเดี่ยว ออกตามข้อ สลับกัน ก้านใบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ใบเป็นแฉกประมาณ 5 แฉก ขนาดกว้างราว 3-5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ส่วนปลายใบเรียวแหลม พื้นใบสีเขียวและมีสีเหลืองปนอยู่บริเวณเส้นใบเล็กน้อย ถ้ามีอายุมากก็จะออกดอกตรงส่วนยอด โดยมีลักษณะดอกคล้ายกับดอกของต้นบอนน่ะนะคะ




การปลูกต้นเงินไหลมานั้น ปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ สำหรับการปลูกในกระถาง ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก : แกลบ : ขุยมะพร้าว : ดินร่วน ในอัตรา 1:1:1:1 ผสมดินปลูก เมื่อปลูกแล้วให้ใช้ไม้หลักปักไว้ตรงกลางกระถาง เพื่อใช้เป็นที่ยึดเกาะของราก (ควรเป็นไม้หลักที่หุ้มด้วยกาบมะพร้าว) และควรเปลี่ยนกระถางเมื่อมีอายุประมาณ 2-3 ปีด้วยนะคะ

การปลูกต้นเงินไหลมาในแปลงปลูกนั้น มักปลูกตามบริเวณรอบโคนไม้อื่น หรือทำร้านเพื่อให้รากยึดเำกาะและเลื้อยขึ้นได้ค่ะ หากปลูกเป็นกลุ่มเพื่อตกแต่งบริเวณสวนต้องทำให้พุ่มเตี้ย และควรตัดยอดออกบ้างพอเหมาะสม หรือให้เลื้อยไปตามพื้นดินก็ได้

ในสมัยโบราณนิยมปลูกเงินไหลมาเป็นไม้มงคลประจำบ้านค่ะ คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นเงินไหลมาไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความร่ำรวย เพราะ เงินไหลมา เป็นไม้มงคลนาม สามารถทำให้เงินทองไหลมาสู่บ้านและผู้อาศัย จึงทำให้เกิดความมั่งมี และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นเงินไหลมายังช่วยสร้างความเป็นเสน่ห์แก่บ้านและผู้อาศัย เพราะลักษณะใบของต้นเงินไหลมามี สีสรร สวยงาม สีกลางใบคล้ายสีเงินนั่นเองน่ะนะคะ :)




ข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : คล้า หรือพุทธรักษาน้ำ

คล้า เป็นพรรณไม้ที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ในดินค่ะ ลำต้นจะเจริญเติบโตด้วยการแตกเป็นกอ ต้องการแสงแดดร่มรำไรจนถึงแดดจัด ลำต้นของคร้าเป็นไม้อวบน้ำ มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเป็นใบของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ออกใบเป็นกาบหุ้มลำต้นสลับกัน และมีัก้านใบต่อกับแผ่นใบ ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ ปลายใบเว้าหรือแหลม ขนาด และสีสัน รวมไปถึงลักษณะใบจะแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์ คร้าจะออกดอกที่ปลายยอด หรือตามซอก กาบใบ โดยออกดอกเป็นคู่ ลักษณะดอกเล็ก รวมกันเป็นช่อ มีสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดของสายพันธุ์



การปลูกคร้า ในกระถาง เพื่อประดับภายในแบะภายนอกอคาร ควรใช้กระถางสูง 8-14 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วน ในอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุก  ๆ 1-2 ปี/ครั้ง ถ้าจะปลูกเพื่อประดับภายในอาคาร ก็ควรนำคร้า่ออกรับแสงแดดบ้าง อย่างน้อย 3-5 วันต่อครั้งนะคะ




การปลูกคร้าในแปลงปลูกนิยมปลูกไว้ริมรั้วค่ะ ถ้าจะให้สวยงามควรปลูกไว้เป็นกลุ่ม เพื่อเพิ่มความสวยงามเด่นชัดขึ้น

ชาวไทยแต่โบราณเชื่อกันว่า คร้าเป็นไม้มงคล ผู้ใดปลูกคร้าไว้ในบ้านจะช่วยคุ้มครองรักษาบ้านให้มีความสงบสุข เพราะคร้า หรือคลุ้ม คือการคุ้มครอง นอกจากนี้ยังถือว่าคร้า คือ คร้าคลาด หรือ แคล้วคลาด คือการแคล้วคลาดจากศัตรูทั้งปวง นอกจากนี้คนไทยโบราณยังเรียกคล้าว่า พุทธรักษาน้ำ คล้าจึงถือเป็นพืชมงคลนามอีกชนิดหนึ่งเช่นกันน่ะนะคะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : เข็ม

ต้นเข็ม เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีพุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางค่ะ การปลูกเข็มนั้นต้องปลูกกลางแจ้ง นั่นเพราะเข็มเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัดนั่นเอง ลักษณะโดยทั่วไปของต้นเข็ม จะมีลำต้นสูงประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอ สีน้ำตาล กิ่งยอดมีสีเขียว แตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่สลับกันรอบต้นและกิ่ง ใบแข็ง เปราะ มีสีเขียวสด โคนใบมน ปลายใบแหลม ลักษณะใบจะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์นะ่คะ สำหรับดอกเข็มนั้น จะออกเป็นช่อค่ะ โดยออกตรงส่วนยอดซึ่งมีก้านดอกชูไว้ ภายในช่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ ลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ซึ่งมีกลีบอยู่ด้านบนประมาณ 4-5 กลีบ กลีบเล็กแหลม ลักษณะดอกและสีสันต่างกันไป เข็มที่เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้มงคลได้แก่ เข็มขาว เข็มพญาอินทร์ เข็มเศรษฐีพัทยา

การปลูกเข็ม ในกระถางนั้น นิยมใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้วค่ะ ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วน ในอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้ง

สำหรับการปลูกในแปลงปลูกนั้น นิยมปลูกเป็นกลุ่มเพื่อตกแต่งสวนบริเวณบ้าน หรือปลูกเป็นแนวรั้วก็ได้ค่ะ โดยใช้ขนาดหลุมปลูก ประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตรา 1:2 ผสมดินปลูก และเมื่อเข็มโตแล้ว ก็สามารถตัดแต่งพุ่มทรงให้เป็นรูปทรงตามความเหมาะสมของผู้ปลูกได้นะคะ



ตั้งแต่สมัยโบราณมา คนไทยเราเชื่อกันว่า บ้านใดปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีความฉลาดหลักแหลมน่ะนะคะ เพราะเข็มคือสิ่งที่มีความแหลมคม ดังนั้นคนไทยโบรานจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครูเพื่อจะได้เป็นนักปราชญ์ที่มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม นอกจากนี้ยังใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีทางศาสนาอีกด้วย

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นเข็มไว้ ทางทิศตะวันออกค่ะ โดยผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพือเอาประโยชน์ทั่วไปทางดอก ให้ปลูกในวันพุธน่ะนะคะ :)



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : ข่อย

ไม้มงคลชื่อแปลกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนิยมปลูกไว้ภายในบริเวณอาคารบ้านเรือนของคนไทยก็คือ พรรณไม้ที่ชื่อว่า ข่อย ค่ะ

ข่อย นั้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่ต้องการแสงแดดจัด นิยมปลูกไว้กลางแจ้ง ลำต้นมีความสูงราว 10-12 เมตร เปลือกบริเวณผิวของลำต้นมีสีเทาค่อนข้างขาว โคนลำต้นตรงแต่ส่วนบนค่อนข้างคดงอเป็นปุ่มปมและเป็นร่องเล็กน้อย ทรงพุ่มของข่อยจะทึบ ค่อนข้างกลม หรือเป็นรูปทรงกระบอก ใบสีเขียว แตกออกจากปลายกิ่ง มีขนาดเล็ก หนา หยาบ คล้ายกระดาษทราย ขอบใบเรียบ โคนใบมน ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวและเหลือง ผลกลมเล็กเท่าหัวเข็มหมุด




การปลูกข่อย เพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ใช้ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร ใ้ช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตรา 1:2 ผสมดินปลูก หากปลูกใส่กระถาง เพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ควรใช้กระถางสูง 12-24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตร 1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุก 2-3 ปี/ครั้ง การปลูกทั้งสองวิธี ผู้ปลูกสามารถตัดแต่งและบังคับทรงพุ่มให้เหมาะสมตามความต้องการได้น่ะนะคะ

ในสมัยโบราณถือว่า ข่อย นั้นเป็นไม้มงคลค่ะ เชื่อกันว่า หากปลูกต้นข่อยไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความมั่นคง ช่วยป้องกันศัตรูจากภายนอกได้ เพราะต้นข่อยเป็น ต้นไม้ที่มีโครงร่างแข็งแรง คงทน การปลูกต้นข่อยนั้น ควรปลูกในวันเสาร์ โดยผู้ลงมือปลูกควรเป็นผู้ชาย เพื่อช่วยเสริมพลังความแข็งแรงคงทน คล้ายกับหนุ่มในวัยฉกรรจ์นั่นเอง ทิศทางที่เหมาะสำหรับปลูกต้นข่อยคือทางทิศตะวันออกของบ้านน่ะนะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต


พรรณไม้มงคล : ขนุน

ขนุน นั้นจัดเป็นไม้ยืนต้น-ไม้ผลเขตร้อน ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนค่ะ โดยลำต้นของขนุนนั้นจะสูงราว 10-25 เมตร ลักษณะลำต้นตั้งตรง เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อนสีเหลือง ใบลักษณะยาวเรียวรูปไข่ หรือยาวรีขนาดใหญ่ เนื้อใบหนา หยาบ หน้าใบมีสีเขียวเข้ม ผิวใบเป็นมันและเป็นขน ดอกของขนุน มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่คนละดอกนะ่คะ แต่ก็อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวเมียจะออกตามลำต้นและกิ่ง ส่วนดอกตัวผู้จะออกตามปลายของกิ่งอ่อน โดยดอกตัวผู้นั้นจะมีกลีบนอก 2 อัน ยาวรีเหมือนกาบดอก มีเกสรตัวผู้ 1 อัน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ส่า" เพราะมีกลิ่นคล้ายส่าเหล้า เมื่อดอกตัวผู้ผสมแล้วก็จะร่วงหลุดไป ส่วนดอกตัวเมียเมื่อได้รับการผสมก็จะเจริญกลายเป็นผลต่อไปค่ะ

ผลของขนุนนั้นมีลักษณะเป็นแบบผลรวมค่ะ มีขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก ลักษณะผลก็แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เป็นรูปไข่ถึงยาวรี หรือผลกลม เปลือกนอกของผล ผิวจะเต็มไปด้วยหนามสั้น ๆ ทู้ ๆ เมื่้อผลยังไม่แก่เปลือกหนามจะเป็นสีเขียวอ่อน แล้วค่อย ๆ กลายเป็นสีเหลือง และน้ำตาลเมื่อผลแก่เต็มที่ เนื้อของขนุนมีสีเหลืออ่อน จนถึงเหลืองแก่ค่ะ รสชาดหวานหอม เนื้่อนิ่มไปจนถึงแข็งกรอบแล้วแต่ชนิดของพันธุ์น่ะนะคะ



ขนุน

การปลูกขนุน สามารถปลูกได้ในดินทั่วไปทุกภาคของประเทศค่ะ เพียงแต่ต้องไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่ที่ปลูกเท่านั้น ดินที่เหมาสมควรเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่สามารถระบายน้ำได้ดี พื้นที่ที่ปลูกต้องมีน้ำอย่างเพียงพอแต่ไม่ขังแฉะ เพราะขนุนไม่ชอบพื้นที่ลุ่มน้ำขังแฉะ โดยเฉพาะเมื่อต้นขนุนยังเล็กน่ะนะคะ

ในสมัยโบราณนิยมปลูกขนุนไว้ท้ายบ้านค่ะ โดยมักจะปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) ขนุนนั้นจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งซึ่งเชื่อกันมาแต่โบราณว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะช่วยเกื้อหนุนชีวิต บุญบารมี และเงินทอง แม้ว่าจะเดินทางไปแห่งไหน ก็จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ นอกจากนี้ชาวเหนือยังใช้ใบขนุนร่วมกับใบพุทรา ใบพิกุล นำมาซ้อนกันแล้วนำไปไว้ในยุ้งข้าวตอนเอาข้าวขึ้นยุ้งใหม่ๆ ด้วยน่ะนะคะ เชื่อกันว่า การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดผลหนุนนำและส่งผลให้มีข้าวกินตลอดปีและตลอดไปค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : โกสน

คนไทยในสมัยก่อนมักนิยม ปลูกต้น โกสน ไว้แทบทุกบ้านค่ะ นั่นเพราะมีความเชื่อว่าโกสนเป็นไม้มงคล บ้านใดปลูกไว้จะทำให้เกิดบุญบารมี จะช่วยคุ้มครองให้ทุกคนในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข

โกสน นั้นเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทไม้พุ่มขนาดย่อมค่ะ ลำต้นของโกสนมีความสูงประมาณ 3-5 เมตร ผิวลำต้นเรียบสีน้ำตาลปนเทา ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มตรงกลม ใบแตกออกจากต้นและปลายกิ่ง ลักษณะใบมีรูปร่าง สีสัน และขนาดแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอก ออกเป็นพวงห้อยลงมาด้านล่าง ซึ่งออกมาจากปลายกิ่ง พวงหนึ่งยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกมีสีขาว ขนาดดอกเล็กมาก มีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่จะเห็นเกสรตัวผู้เป็นสันฝอย การบานของดอกเป็นรูปทรงกลม พันธุ์โกสนที่ใช้ปลูกเป็นไม้มงคล อาทิ เหรียญทอง ไกรทอง ทับทิมทอง ทองอุไร ผู้ชนะสิบทิศ มหาราช หมื่นหาญ รัตนโกสินทร์ และเศรษฐีสุพรรณ




การปลูกโกสนในแปลงปลูกเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือนนั้น ควรใช้กระถางทรงสูง ขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว : ดิ่นร่วน อัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี/ครั้ง

สำหรับการปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน มักนิยมปลูกเป็นแนวรั้ว หรือปลูกไว้บริเวณหน้าบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตรา 1:2 ผสมดินปลูก

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : แก้ว

แก้ว เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางค่ะ

มีความเชื่อกันว่า ดอกแก้ว เป็นไม้มงคล-ดอกหอม ที่นำมาซึ่งความสงบ ผู้ที่ปลูกต้นแก้วไว้ในบ้านจะเป็นผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ใจดี ใสสะอาด มีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เป็นผู้มีความเบิกบานค่ะ แม้แต่ในพิธีการที่สำคัญทางศาสนาแต่โบราณก็นิยมใช้ดอกแก้ว เพราะถือว่า มีสีขาวสะอาดและมีกลิ่นหอมอันบริสุทธิ์




แก้วนั้นเป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดนะคะ จึงเหมาะที่จะปลูกไว้กลางแจ้ง มีความสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกลำต้นมีสีขาวปนเทา ลำต้นแตกเป็นสะเก็ด เป็นร่องตามแนวยาว การแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบ ใบออกเป็นช่อเป็นแผง ออกใบเรียงสลับกัน ช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบ ใบเป็นมัน สีเขียวเข้ม หากขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุน ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ขนาดใบกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอด ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกประมาณ 5-10 ดอก ดอกมีกลีบ 5 กลีบ สีขาว กลิ่นหอม บานกว้างเต็มที่ราว 2-3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รี ปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด แลชะการตอนค่ะ

การปลูกคต้นแก้ว นั้น หากปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณ คนโบราณมักนิยมปลูกไว้เป็นแนวรั้วของบ้านนะคะ ขนาดหลุมปลูกจะอยู่ราว 30x30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวก็ได้ค่ะ และสามารถตัดแต่งกิ่งบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการ

การปลูกในกระถางเพื่อประดับอาคาร ควรใช้กระถางสูงขนาทด 12-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่้วน ในอัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุก ๆ 1-2 ปี/ครั้ง





เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวย ด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : กุหลาบ

กุหลาบ  เป็นพรรณไม้ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีค่ะ เพราะได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากดอกกุหลาบนั้นมีความงดงาม ดึงดูดใจ และยังมีกลิ่นหอมชวนประทับใจอีกด้วย

กุหลาบเป็นต้นไม้ที่มีดอกหลายสี ทั้งแดง ขาว เหลือง ชมพู แสด ม่วง ซึ่งความสวยงามของกุหลาบนั้น ทำให้ได้รับขนานนามว่า เป็นราชินีแห่งดอกไม้เลยทีเดียว เพราะมีรูปลักษณ์เป็นที่ต้องใจแก่ผู้พบเห็น

กุหลาบ จัดเป็นไม้ดอกประเภทพุ่มผลัดใบค่ะ มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย แข็งแรงมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี 2 เพศในดอกเดียวกัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียเป็นจำนวนมาก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน 

การปลูกกุหลาบ เพื่อเพิ่มหรือประดับบริเวณบ้านในสวยงามนั้นนิยมปลูกในแปลงปลูกค่ะ ขนาดหลุมปลูกจะอยู่ที่ประมาณ 30x30x30 ซม. ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดิ่นร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก ส่วนการปลูกกุหลาบในกระถาง เพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร ให้ใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าวหรือแกลบผุ : ดินร่วน ในอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุก 1-2 ปี/ครั้ง เพื่อช่วยเปลี่ยนดินปลูกใหม่และให้รากและพุ่มซึ่งขยายตัวไม่แน่นจนเกินไปน่ะนะคะ

คนโบราณเชื่อว่าหากครอบครัวใดปลูกกุหลาบเอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ก็จะช่วยเพิ่มความสง่างามให้แก่บ้านได้เป็นอย่างดี เพราะดอกกุหลาบที่ชูช่อบานนั้น จะสวยงามโดดเด่นจนใครๆ ต่างก็ชื่นชม และยังเชื่อกันอีกว่าหากบ้านใดปลูกต้นกุหลาบ สมาชิกทุกคนภายในบ้านก็จะมีโชคลาภ มีชีวิตที่ดี มีความฉลาดปราดเปรื่อง มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นค่ะ

กุหลาบสวย ๆ


ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : กวนอิมทอง

คนไทยโบราณเชื่อกันว่าบ้านใดปลูก ต้นกวนอิมทอง ไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีฐานะดี และเกิดความร่ำรวยค่ะ เพราะต้นกวนอิมทองเป็นไม้มงคลนามที่จะนำทองและของมีค่าเข้ามาสู่คนในบ้านน่ะนะคะ นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าต้นกวนอิมทองเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะคนโบรานใช้ต้นกวนอิมทอง ประกอบในพิธีบูชาพระเจ้าและพิธีที่เป็นศาสนาอีกด้วย

ต้นกวนอิมทอง นั้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นเช่นเดียวกับต้นกวนอิมเงิน และคล้ายกับพืชในสกุลหวาย เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัด หรือแสงร่มรำไร โดยมีลำต้นโตประมาณ 1-2 เซนติเมตร สูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นตรง มีลัษณะเป็นข้อ ๆ สีเขียว ไม่มีกิ่งก้านสาขา เจริญเติบโตโดยการยืดตัวของข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากส่วนยอดของลำต้น มีกาบใบหุ้มห่อลำต้นสลับกันเป็นชั้น ๆ ตามข้อของลำต้น ใบแคบ เรียว ยาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบลงมาถึงกาบใบ พื้นใบมีสีเขียวหรือขาวพาด ความยาวของใบประมาณ 6-8 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร




กวนอิมทองต่างกับกวนอิมเงิน ที่ลำต้นมีสีขาวหรือเหลืองค่ะ ส่วนของใบนั้น กวนอิมทองพื้นใบจะมีสีเขียวอ่อนสลับกับสีเหลืองอ่อน หรือเหลืองทอง พาดไปตามแนวยาวของใบ

การปลูกต้นกวนอิมทอง หากปลูกไว้เพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร นิยมปลูกในกระถาง โดยใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้ว  ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วน ในอัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลียนกระถาง 1-2 ปี/ครั้ง เพราะรากจะแน่นและทรงของพุ่มโตขึ้น ทั้งยังเป็นการช่วยเปลี่ยนดินใหม่ เพื่อทดแทนดินเก่าที่เสื่อมสภาพไปค่ะ

การปลูกเป็นแปลงประดับ ควรปลูกไว้หน้าบ้านและสวน ถือว่าเป็นเสน่ห์ของบ้าน ขนาดหลุมปลูกอยู่ที่ประมาณ 20x20x20 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตรา 1:2 ผสมดินปลูก

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นกวนอิมทองไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคารน่ะนะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : กวนอิมเงิน

กวนอิมเงิน นั้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นค่ะ มีลักษณะคล้ายพืชตระกูลหวาย โดยมีลำต้นกลมตรงเป็นข้อ ๆ สีเขียว ไม่มีกิ่งก้านสาขาขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร สูงประมาณ 1-3 เมตร เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัด หรือแสงร่มรำไร

กวนอิมเงินนั้นจะเจริญเติบโตด้วยการยืดตัวของข้อ ใบเป็นสีเขียว หรือมีสีขาวพาดตามยาวของใบลักษณะใบเดี่ยวแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบลงมาถึงกาบใบ แตกออกจากส่วนยอดของลำต้น มีกาบใบหุ้มห่อลำต้น สลับกันเป็นชั้น ๆ ตามข้อของลำต้น ขนาดความกว้างของใบประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ

ในสมัยโบราณเชื่อกันว่า  บ้านใดปลูกต้นกวนอิมเงินไว้ประจำบ้าน จะทำให้คนในบ้านมีฐานะดี เกิดความร่ำรวยน่ะนะคะ เพราะต้นกวนอิมเป็นไม้นำเงินเข้ามาหมุนเวียนให้คนในบ้าน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นไม้มงคลนาม นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า ต้นกวนดิมเงินเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะคนโบราณใช้ต้นกวนอิมประกอบในพิธีบูชาพระเจ้า และใช้ในพิธีมงคลทางศาสนาอีกด้วย

การปลูกต้นกวนอิมเงิน เพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร จะใช้วิธีปลูกในกระถางขนาดสูงราว 8-12 นิ้วค่ะ ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วน ในอัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนประถาง 1-2 ปี/ครั้ง เพราะต้นกวนอิมเงินจะมีการขยายตัวของรากแน่นเกินไป และการแตกกอของทรงพุ่มโตขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยเปลี่ยนดินปลูกใหม่ เพื่อทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพลงไปน่ะนะคะ

ส่วนการปลูกในแปลงปลูก เพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนนั้น นิยมปลูกบริเวณหน้าบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย และควรปลูกต้นกวนอิมเงินไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร เพื่อเป็นเสน่ีห์ของบ้าน ขนาดหลุมปลูกจะอยู่ที่ประมาณ 20 x20 x 20 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูกค่ะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : กระบองเพชร

ถ้ามีใครบางคนมาบอกเราว่า ต้นกระบองเพชร นั้น คือ พรรณไม้มงคลชนิดหนึ่ง ซึ่งควรปลูกไว้ภายในบริเวณบ้าน ก็คงมีเพื่ีอน ๆ บางท่านงุนงงสงสัยว่า มันเป็นความจริงสักแค่ไหนน่ะนะคะ :)


กระบองเพชร เป็นต้นไม้ที่มักจะพบเห็นได้ทั่วไป ค่ะ ตามความเชื่อแต่ครั้งโบราณกาล ชาวไทยมักนิยมปลูกต้นกระบองเพชร เอาไว้ในบ้าน เพื่อเป็นการเสี่ยงทาย โดยเชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกกระบองเพชรแล้วเติบโตแข็งแรง ให้ดอกมากมายสวยงาม และจะทำให้ครอบครัวๆ นั้นได้รับโชคลาภ สรรเสริญ รวมทั้งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หน้าที่การงานอีกด้วย


ต้นกระบองเพชร

นอกจากนั้น ยังเชื่ออีกว่า การ ปลูกต้นกระบองเพชร ไว้ ก็จะช่วยป้องกันอันตราย คอยคุ้มครองสมาชิกทุกคนภายในบ้าน ไม่ให้ได้รับอันตรายร้ายแรงจากศัตรู หรือทำให้ผู้ประสงค์ร้าย เกิดความเกรงกลัวไม่มีใครกล้ามาคิดร้ายกรายกล้ำคนในบ้าน เพราะกระบองเพชรมีลำต้นที่แข็งแรงทนทาน และยังมีหนามแหลมคม ที่จะคอยทิ่มแทงขโมย ที่อาจจะจ้องทำร้าย หรือขโมยทรัพย์สิน ดังนั้น จึงมักจะปลูกตามแนวรั้วบ้าน หรือปลูกเป็นแนวยาว เป็นรั้วบ้านได้เช่นกัน

กระบองเพชร นั้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางค่ะ เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดน้อยในร่ม จนถึงแสงแดดจัดกลางแจ้ง ลำต้นจะมีความสูงราว 1-12 ฟุต มีสีเขียวหรือเขียวคล้ำ มีขนหรือหนามรอบต้นหรืไม่มีก็ได้แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ ลักษณะต้นเป็นเหลี่ยม รูปทรงกระบอก,รูปทรงกลม แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ ลำต้นนั้นทำหน้าที่แทนใบ หากแต่บางชนิืดก็มีใบแบนกลมหน้าใหญ่ ดอกมีสีแดง เหลือง ขาว ชมพู ลักษณะดอกและขนาดของดอกก็แล้วแต่ชนิดของพันธุ์เช่นกันน่ะนะคะ




การปลูกกระบองเพชร หากปลูกเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร มักนิยมปลูกลงกระถางค่ะ โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ทราย หรือดินร่วน ในอัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก การเปลี่ยนกระถาง ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของชนิดพันธุ์และผู้ปลูก หากต้องการให้สวยงามก็ต้องควบคุมเรื่องปุ๋ยและน้ำให้ถูกวิธีน่ะนะคะ

การปลูกต้นกระบองเพชรในแปลงปลูกนั้น นิยมปลูกเป็นแนวรั้วบ้านค่ะ แต่จะต้องเป็นชนิดพันธุ์ที่ค่อนข้างใหญ่ และแข็งแรง ขนาดหลุมปลูก คือ 30x30x30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 3 ผสมดินปลูก


เคล็ดปฏิบัติในการปลูกต้นกระบองเพชรนั้น ควรลงมือปลูกต้นกระบองเพชรในวันเสาร์นะคะ เพราะคนโบราณเชื่อว่า ต้นไม้ที่ช่วยเพิ่มความเป็นสิริมงคล ให้แก่ครอบครัวนั้น ควรจะปลูกในวันเสาร์ ทิศที่เหมาะสมในการปลูกต้นกระบองเพชรมากที่สุด คือ ทิศตะวันตก ทั้งนี้ก็เพื่อคอยปกป้องคุ้มครอง ให้คนทั้งครอบครัว ปลอดภัยจากเรื่องร้าย และมีแต่ความสงบสุขค่ะ :)




เรียงเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต



วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พรรณไม้มงคล : กระดังงา

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ไม้ดอกไม้ประดับ นั้น ถือเป็นอาหารตาอาหารใจของเพื่อน ๆ หลาย ๆ ท่านเลยน่ะนะคะ ยิ่งมีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่มีสีสันสวยงามต่าง ๆ ไว้เป็นหมู่ เป็นพวก ก็ยิ่งทำให้ความสวยงามของพรรณไม้โดดเด่น ละลานตา เป็นที่น่าชื่นใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

นอกจากพรรณไม้นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และทำให้บ้านดูสวยงามร่มรื่นแล้ว พรรณไม้บางชนิดยังจัดอยู่ใน พรรณไม้มงคล อีกด้วย โดยมีความเชื่อมาแต่ครั้งโบราณ ว่าบ้านใดได้ปลูกพรรณไม้มงคลไว้ในบ้านแล้ว จะยังความสุข ความเจริญต่าง ๆ มาให้แก่ผู้ทีอาศัยอยู่ในบ้าน

บล้อกสวนแสนรัก ในช่วงสองสัปดาห์ต่อไปนี้ จะค่อย ๆ นำเสนอ เรื่องราวของพรรณไม้มงคลชนิดต่าง ๆ ให้เพื่ีอน ๆ ได้รู้จักและสามารถนำความรู้ไปใช้ในการเลือกปลูกไม้มงคลที่ถูกใจภายในบ้านของเพื่อน ๆ กันค่ะ โดยในวันนี้จะขอนำเสนอไม้มงคลชนิดแรกให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน นั่นก็คือ ต้นกระดังงา นั่้นเอง

กระดังงา


กระดังงา นั้นเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่้ ที่ต้องการแสงแดดจัด หรือต้องปลูกกลางแจ้งค่ะ ลักษณะของกระดังงา จะมีการแตกกิ่งก้านลู่ลงด้านล่าง บางชนิด ก็มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย โดยมีลำต้นสูงประมาณ 15-25 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลและสีเทา โคนต้นมีปุ่มอยู่เล็กน้อย แตกกิ่งก้านสาขามาก พุ่มแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกันตามกิ่งก้าน ลักษณะใบจะยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร กว้างราว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียว ดอกออกเป็นช่อ ตามปลายกิ่งหรือโคนใบ มีสีเหลือง กลิ่นหอมแรง ดอกหนึ่ง ๆ จะมี 6 กลีบ แย่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ลักษณะดอกจะเป็นดอกเรียวยาว ม้วนบิดไปมา ตรงกลางดอกมีจุดเล็ก ๆ สีขาว



กระดังงา

การปลูกกระดังงา นั้น ถ้าเป็นชนิดเถาเลื้อยที่ปลูกประดับบริเวณบ้านและสวน ก็จะนิยมปลูกกันในแปลงปลูกค่ะ ควรทำคาน หรือซุ้ม เพื่อให้ต้นกระดังงาเลื้อยเกาะ จึงเหมาะที่จะปลูกเป็นร่มริมรั้วบ้าน ขนาดของหลุมปลูกอยู่ที่ 50x50x50 ซม. ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก ถ้าต้องการให้เป็นทรงพุ่มที่สวยงาม ก็ควรตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสมด้วยน่ะนะคะ

ความเชื่อโบราณนั้ัน เชื่อว่า กระดังงาเป็นพรรณไม้มงคลค่ะ โดยที่ผู้ใดปลูกกระดังงาไว้ในบ้าน ก็จะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะ กระดัง คือการทำให้เกิดเสียงดังไปไกล ทำให้คนในบ้านมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นับ หน้าถือตา มีเงินทองลาภยศ เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคล แก่ตัวบ้านและครอบครัวที่อาศัย ด้วยน่ะนะคะ

นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่า การปลูกกระดังงา จะทำให้เกิดเสียงดังเหมือนกับนกการะเวกในสมัยพุทธกาล คือมีเสียงดังไพเราะมาก ก้องไกลทั่วสวรรค์ ดังนั้นบางคนจึงเรียกกระดังงาว่า การะเวก 

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก กระดังงา

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นกระดังงาไว้ทางทิสตะวันออกค่ะ ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธเพราะโบราณเชื่อว่าการ ปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอก ให้ปลูกในวันพุธน่ะนะคะ :)




เรียบเรียงจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

การเลือกใช้หัวน้ำพุแบบต่าง ๆ

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

บล้อกสวนแสนรักในตอนที่แ้ล้ว เราได้แนะนำวิธีทำน้ำพุในสวน หรือทำน้ำพุไว้ประดับบ้านให้กับเพื่อน ๆ กันไปแล้วน่ะนะคะ ในตอนนี้ของบล้อกสวนแสนรักจึงจะได้นำตัวอย่างและข้อมูลของหัวน้ำพุประเภทต่าง ๆ มารนำเสนอ เพื่อแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้เลือกใช้หัวน้ำพุได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สวยงาม และเหมาะกับพื้นที่่ที่จัดทำน้ำพุค่ะ :)

จะว่าไปแล้ว การเลือกน้ำพุมาประกอบสวนนั้นต้องอิงกับสไตล์ของสวนเช่นกันค่ะ เช่น หากสวนของเราเป็นสวนที่จัดแบบธรรมชาติ บ่อน้ำพุที่จะมาประกอบกับสวนนั้นก็ต้องเป็นรูปทรงอิสระ ไม่ใช่ทรงเรขาคณิต ส่วนหัวน้ำพุนั้น จะขึ้นแบบจุดเดียวแล้วกระจายเป็นฝอยรอบทิศทาง หรือเลือกใช้แบบเป็นแท่ง เป็นลำขนาดใหญ่ ส่วนการเลือกใช้หัวน้ำพุนั้น ก็ต้องเลือกให้มีลักษณะที่สัมพันธ์กัน โดยพิจาณาจากบ่อ สระ หรือภาชนะ ซึ่งต้องมีขนาดที่พอเหมาะกับน้ำที่พุ่งขึ้นมาจากน้ำพุ หากบ่อหรือสระมีขนาดกว้างมาก แล้วเลือกใช้หัวน้ำพุขนาดเล็ก ก็จะดูไม่สมดุลกัน หรือหากบ่อมีขนาดเล็ก แต่เลือกใช้หัวน้ำพุที่พุ่งแรงเกินไป น้ำก็จะเจิ่งนองออกรอบสระ ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเฉอะแฉะและต้องเติมน้ำในบ่อบ่อยขึ้นน่ะนะคะ

หัวน้ำพุนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบค่ะ เราลองมาดูตัวอย่างและแบบคร่าว ๆ ของหัวน้ำพุบางรูปแบบกันนะคะ


1.หัวน้ำุพุแบบเส้น หัวน้ำพุชนิดนี้ จะให้ลักษณะน้ำเป็นเส้นตรง แต่ก็สามารถดัดหัวเอียงเพื่อให้ได้น้ำรูปทรงโค้งได้ นิยมวางเรียงเป็นแถวหรือวงกลม





2.หัวน้ำพุแบบปากแตร รูปทรงของน้ำพุเป็นแผ่นเหมือนพัด เหมาะสำหรับบ่อที่มีความกว้างพอสมควร เพื่อให้รัศมีของน้ำไม่แผ่กระจายออกมานอกบ่อ

3.หัวน้ำพุแบบฟองเบียร์หรือโฟม หัวน้ำุพุชนิดนี้ได้รับความนิยมมากค่ะ เพราะได้ลักษณะของน้ำเป็นฟองนุ่ม เสียงไม่ดัง ใช้ได้ทั้งหัวเดียวและหลายหัวประกอบกันเป็นกลุ่ม



4.หัวน้ำพุทรงร่มหรือลาวา เป็นอีกรูปแบบที่นิยมเช่นกัน น้ำที่ออกมามีลักษณะแผ่ออกทุกทิศทางและโค้งลงเหมือนรูปร่างของร่ม ใช้ได้ดีกับบ่อขนาดเล็กหรือหากจัดเป็นกลุ่มจะได้รูปทรงของน้ำพุที่ดูแปลกตา ออกไปอีกแบบ




5.หัวน้ำพุแบบสองชั้นและสามชั้น เห็นได้ทั่วไปทั้งในบ่อขนาดใหญ่และขนาดเล็กเพราะสามารถปรับขนาดของน้ำพุได้ รูปทรงน้ำพุมีลักษณะเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นกันดูสวยงาม

6.หัวน้ำพุทรงต้นสน ให้น้ำที่มีรูปร่างเหมือนสามเหลี่ยม ฐานน้ำพุกว้าง ส่วนยอดแหลม และปรับระดับความสูงได้

ทั้งนี้เราสามารถเลือกใช้หัวน้ำพุแบบต่าง ๆ มาผสมผสานกัน ให้เกิดความน่าสนใจของสายน้ำที่ได้จากหัวน้ำพุได้ด้วยน่ะนะคะ สุดท้ายนี้ การจะเลือกรูปแบบหัวน้ำพุแบบไหนนั้น ก็อย่าลืมมองลักษณะของบ่อและสไตล์ของสวนเพื่อประกอบการพิจารณาอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นด้วยค่ะ :)




ขอบคุณข้อมูลจาก http://orangess.igetweb.com/index.php?mo=3&art=548631

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

วิธีทำน้ำพุในสวน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

น้ำพุ นั้น ถือเป็นส่วนประกอบของสวนที่ช่วยส่งเสริมภูมิทัศน์ของบ้านให้สวยงามน่าอยู่มากยิ่งขึ้นน่ะนะคะ

ในวันนี้บล้อกสวนแสนรัก ได้นำเอาวิธีทำน้ำพุในสวนมากฝากกันค่ะ มาดูกันนะคะ ว่าเราสามารถทำน้ำพุเพื่อเพิ่มความสดชื่น มีชีวิตชีวาให้สวนและบ้านของเราได้อย่างไรบ้าง




ขั้นตอนที่ 1

ก่อนที่จะทำน้ำพุ เราควรต้องเลือกตำแหน่งที่จะจัดทำน้ำพุกันก่อนค่ะ ตำแหน่งที่ทำน้ำพุนั้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของอาคาร และวัตถุประสงค์ด้วย เช่น ถ้าเราตั้งตำแหน่งของน้ำพุไว้ในสวน ก็เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว เกิดเสียง เกิดภาพ เสริมบรรยากาศ แต่เพื่อน ๆ บล้อกบางท่าน ก็ตั้งใจทำน้ำพุขึ้นเพื่อประกอบให้อาคารงดงามขึ้น อีกทั้งบางครั้ง การสร้างน้ำพุนั้นก็ทำเพื่อเสริมฮวงจุ้ย และเพื่อเสริมโชคลาง อันจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยสบายใจ แต่ส่วนใหญ่แล้ว การทำน้ำพุนั้นก็มักจะจัดทำไว้บริเวณที่อยู่ในส่วนของหน้าบ้านน่ะนะคะ

ขั้นตอนที่ 2

เมื่อเลือกจุดที่จะทำน้ำพุได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาก็ให้ลงมือขุดสนามหรือจัดวางภาชนะรองรับน้ำบนพื้นในตำแหน่งที่ต้องการค่ะ โดยหากเป็นบ่อน้ำพุชนิดที่ของเสมอกับพื้นดิน ก็ต้องขุดให้มีขนาดลึกเท่ากับอ่างน้ำหรือภาชนะที่ใส่น้ำที่จะฝังลงไป แล้วเดินท่อน้ำขนาด 1/4 นิ้ว มาที่อ่างหรือภาชนะ ซึ่งภาชนะที่จะรองรับน้ำนั้น ก็ควรที่จะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับน้ำที่ไหลลงมาได้น่ะนะคะ

ขั้นตอนที่ 3

ให้นำเครื่องปั้มน้ำ มาใส่ในอ่างน้ำ โดยต่อเข้ากับชุดท่อจ่ายน้ำที่เดินรอไว้ อาจจะใส่หินแม่น้ำลงไป เพื่อยึดให้ปั้มน้ำตั้งได้แน่นหนาไม่โยกคลอน

ขั้นตอนที่ 4

ใส่หัวน้ำพุเข้ากับท่อส่งน้ำ โดยสามารถเลือกหัวน้ำพุได้หลายแบบทั้งแบบที่เป็นหัวน้ำพุแบบฟองเบียร์ ,หัวน้ำพุแบบต้นสน, หัวน้ำพุแบบช่อชั้น ซึ่งจะหาซื้อได้จากร้านที่ขายอุปกรณ์ทำสวนน่ะนะคะ

ขั้นตอนที่ 4

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเปิดน้ำลงใส่ในอ่าง ก่อนที่จะเสียบปลั๊กเพื่อให้ปั๊มทำงาน เพื่อให้ได้น้ำพุในแบบที่เราต้องการค่ะ :)

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

น้ำพุภายในสวน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน น้ำนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสดชื่น มีชีวิตชีวา และกระชุ่มกระชวยน่ะนะคะ หรือตามความหมายของชาวจีน น้ำนั้นก็คือเงินทอง หรือโชคลาภ และตามศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย น้ำนั้นนำพามาซึ่งโชคดีของบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านเสมอ

ในวันนี้บล้อกสวนแสนรัก จะมาแนะนำเรื่องการของการนำน้ำ..มาประดับสวน ในรูปแบบของ น้ำพุ กันค่ะ

โดยทั่วไปแล้ว น้ำพุ นั้นแบ่งออกได้เป็นสองประเภทด้วยกัน คือ น้ำพุจากแหล่งธรรมชาติและน้ำพุประดิษฐ์ น้ำพุ ที่เรานำมาใช้ภายในสวนนั้น จัดเป็นน้ำพุประดิษฐ์ที่เราทำเลียนแบบน้ำพุจากแหล่งธรรมชาติ ถือเป็นการดึงความสวยงามของธรรมชาติมาให้เราได้ใกล้ชิดถึงในบริเวณบ้านเลยก็ว่าได้




การทำน้ำพุประดิษฐ์ นั้น มีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 2 สิ่งได้แก่ ภาชนะรองรับน้ำ เช่น อ่าง สระ เพื่อเก็บกักน้ำ และ ปั๊มน้ำ เพื่อดูดส่งน้ำผ่านหัวน้ำพุ

นอกจากนี้แล้ว รูปแบบของน้ำพุประดิษฐ์นั้น ก็ยังแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกันนะคะ ได้แก่

น้ำพุแบบติดผนัง ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยประฏิมากรรมต่าง ๆ

น้ำพุแบบลอยตัว คือสามารถมองเห็นได้รอบข้าง มีอ่างน้ำรองรับ ซึ่งเป็นที่นิยมในยุโรป

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาแนะนำวิธีการทำน้ำพุภายในสวนและส่วนประกอบของน้ำพุกันนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบล้อกสวนแสนรักด้วยดีเสมอมาค่ะ :)





เรียบเรียงจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์และข้อควรระวังในการติดไฟในสวน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน โดยทั่วไปแล้วแสงสว่างที่ส่องไปยังสวนหรือเล็ดลอดออกไปยังสวนภายในบ้านของเพื่อน ๆ บล้อกหลาย ๆ ท่าน ก็มักจะเป็นไฟที่ใช้บริเวณชายบ้านบ้าน หรือไม่ก็เป็นไฟจากหลังคาโรงรถ ซึ่งจะมีแสงสว่างที่จ้าเกินไปจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือแสงที่สลัวไม่พอเพียงเนื่องจากขาดการเพิ่มเติมในส่วนของไฟภายในสวน ซึ่งเมื่อมองภาพของสวนจากในตัวบ้าน ก็จะได้เห็นภาพของสวนที่ดูทึมทึบ มืดสลัว ดูน่ากลัวมากกว่าน่ามองน่ะนะคะ




การติดไฟในสวนนั้นได้ประโยชน์หลายประการค่ะ นอกจากเป็นการทำให้สวนของเราดูมีมิติน่ามองในยามค่ำคืนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้่กับบ้านของเราด้วย อีกทั้งเรายังสามารถออกมาทำกิจกรรมยามค่ำคืนในสวนเป็นบางโอกาสก็เป็นได้ เช่น การจัดเลี้ยงงานวันเกิดกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว การสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง และยังเป็นเสริมสร้างความสวยงามโดยรวมให้กับบ้านของเราได้อีกทางหนึ่งด้วย




ประโยชน์ของไฟในสวนแต่ละจุดก็สามารถขับเน้นความสวยงามน่าสนใจได้ต่าง ๆ กันไปค่ะ เราลองมาดูกันนะคะ ว่าตำแหน่งของไฟในสวนนั้น จะทำให้สวนยามค่ำคืนของเราสวยงามน่ามองอย่างไรได้บ้าง

ตำแหน่งแรกก็คือ ตำแหน่งไฟตามทางเดิืนในสวนค่ะ ไฟในสวนที่ติดในตำแหน่งนี้มักจะเน้นเรื่องความปลอดภัยของผู้ที่เดินอยู่ในสวนยามค่ำคืนเป็นหลัก ไฟจะช่วยส่องสว่างให้เห็นทางเดินและทำให้ผู้ที่เดินทราบว่าทิศทางของการเดินไปทางไหน และเริ่มเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนระดับสูง-ต่ำตรงไหนบ้างหรือไม่




ไฟในสวนที่ทำให้เกิดรูปทรง ไฟชนิดนี้จะใช้เพื่อให้มองเห็นรูปทรงของต้นไม้ค่ะ โดยตำแหน่งที่ติดไว้นั้น ก็จะอยู่ทางด้านหลังของต้นไม้




ไฟที่ทำให้เกิดแสง-เงา การติดตั้งไฟตำแหน่นี้มักจะติดทางด้านหน้าของต้นไม้ เพื่อให้เกิดเงาของต้นไม้บนกำแพงหรือผนังที่อยู่ทางด้านหลังของต้นไม้




ไฟที่ทำให้เกิดเงาด้านล่าง เรามักจะติดไฟตำแหน่งนี้เพื่อให้เห็นเงาของกิ่งก้านและใบบนพื้น โดยจะติดตั้งไฟไว้สูงบนต้นไม้ และส่องไฟลงมาด้านล่้างน่ะนะคะ




ไฟที่ทำให้เกิดเงาด้านบน เพื่อให้เกิดแสงสว่างตามจุดที่ต้องการบนต้นไม้ โดยติดตั้งไฟในตำแหน่งที่ต่ำและส่องไฟขึ้นด้านบนต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่สวยงาม




ข้อควรระวังในการติดไฟในสวนก็คือ พยายามอย่าให้ตำแหน่งของแสงไฟนั้นส่องตาผู้ที่เดินไปมาในสวนนะคะ และพยายามให้ระดับแสงสว่างจากภายในบ้านเท่ากับแสงสว่างภายนอกบ้าน ถ้าแสงไฟในสวนมืดเกินไป อาจทำให้ประตูหน้าต่าง หรือผนังที่เป็นกระจก สะท้อนภาพของสิ่งของภายในห้อง ทำให้เหมือนกระจำเงา มีผลทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ภายในบ้านรู้สึกอัดอัดไม่สบาย และไม่มีโอกาสมองเห็นบรรยากาศภายนอกสวนได้ค่ะ :)




เรียบเรียงจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อิเตอร์เน็ต

ไฟในสวน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกที่น่ารักทุกท่าน

เพื่อน ๆ บล้อกหลาย ๆ ท่านที่ชื่นชอบบรรยากาศอันสงบร่มรื่นของสวนยามกลางวัน ก็คงอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาใช้กิจกรรมครอบครัวหรือผ่อนคลายส่วนตัวใน สวน ยามค่ำคืนบ้างน่ะนะคะ  การเลือกที่จะติดไฟฟ้าหรือเพิ่มแสงสว่างให้กับสวนอย่างถูกตำแหน่ง นอกจากจะช่วยเพิ่มความสวยงามแปลกตาให้กับสวนยามค่ำคืนแล้ว ยังทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบกายและเพิ่มความปลอดภัยในยามค่ำคืนได้อีกด้วย

ในวันนี้บล้อกสวนแสนรัก มีสาระดี ๆ เกี่ยวกับการเลือกใช้ไฟในสวนมาฝากกันค่ะ เรามาดูกันนะคะ ว่าแสงไฟและตำแหน่งของไฟฟ้าที่ติดในสวนอย่างเหมาะสมนั้น ควรติดตำแหน่งไหนและควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

ตำแหน่งที่นิยมติดไฟในสวน นั้น จุดแรกก็คือบริเวณที่ใกล้กับทางเดิน ระเบียง สระว่ายน้ำ และบริเวณที่มีพื้นที่ต่างระดับค่ะ รูปแบบของโคมไฟที่ติดอยู่ในบริเวณนี้ ควรเป็นโคมไฟที่มีความกลมกลืนกับสวน โดยที่หากเป็นไฟสนามก็ควรสูงประมาณ 2 เมตร ให้เกินระดับสายตา แต่หากเป็นไฟส่องทางก็ควรต่ำคว่าระดับสายตา คือมีความสูงราว 1 เมตร




นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถติดไฟแสงสว่างไว้ที่บริเวณอื่นของสวนได้เช่นกัน อาทิเช่น

ติดไฟที่กำแพง ซึ่งจะเป็นการสร้างจุดเด่นให้กับสวนและตัวกำแพงเอง โคมไฟที่ใช้บริเวณกำแพงนี้ควรใช้โคมไฟรูปแบบหรือสีต่าง ๆ มาประดับ จึงจะให้ความรู้สึกที่เก๋ไก๋และมีสไตล์ เหมาะกับสวนที่มีลักษณะโปร่ง โล่ง เพราะจะทำให้กำแพงในสวนดูเด่นเป็นสง่า ซึ่งก็เหมาะกับสวนสมัยใหม่น่ะนะคะ





ติดไฟใต้น้ำ ไฟใต้น้ำนี้เป็นไฟที่เน้นเฉพาะจุดเพื่อความสวยงามค่ะ การติดไฟใต้น้ำจะทำให้สวนดูมีมิติ ให้ความรู้สึกแบบคลาสสิค เหมาะกับสวนที่ตกแต่งสไตล์บาหลีที่มีต้นไม้ทึบ ๆ ข้อควรระวังในการติดตั้งไฟใต้น้ำก้คือ ดวงไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องกันน้ำได้ สายไฟและขอบโคมมีสายยางโดยรอบ และสายไฟควรเป็นยางหนาพิเศษ เหนียวและไม่เปราะแตกง่ายเมื่อถูกแสงแดดหรือความร้อน ที่สำคัญการติดไฟใต้น้ำแบบนี้ควรมีเบรกเกอร์และสายดินประกอบกันเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วด้วยนะคะ




ไฟส่องประดับ ไฟลักษณะนี้มักจะติดประดับเป็นจุด ๆ ค่ะ มีความสูงน้อยกว่า 1 เมตร โดยโคมไฟจะช่วยส่งเสริมงาน landscape ให้เด่นขึ้น เหมาะสำหรับตกแต่งตามทางเดิน ไฟส่องประดับที่เป็นที่นิยมกันก็คือ ไฟแบบเสาเตี้ย และแบบติดพื้นหรือผนังสำหรับส่องทางเดินน่ะนะคะ




ไฟส่องประติมากรรม ไฟชนิดนี้มักจะส่องไปยังรูปปั้น ปฏิมากรรมบนกำแพง หรือส่องที่ไม้ใหญ่ เหมาะสำหรับสวนที่มัลักษณะโล่ง ๆ เรียบ ๆ เพราะไฟส่องประติมากรรมนั้นจะทำให้สวนที่ดูเรียบ ๆ ดูน่าสนใจขึ้นได้ในทันทีน่ะนะคะ





เรี่ยบเรียงจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

คำแนะนำก่อนปลูกต้นไม้

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

เมื่ีอตอนที่แล้ว บล้อก สวนแสนรัก ได้แนะนำวิธีขนถ่าย ลำเลียงต้นไม้ที่เราซื้อหามาเพื่อที่จะมาปลูกที่บ้านกันไปแล้วนะคะ แต่ใครจะรู้บ้างว่าเมื่อนำต้นไม้กลับมาถึงบ้านแล้วควรทำอย่างไรกับต้นไม้เหล่านั้นบ้าง



บล้อกสวนแสนรักในวันนี้ จะมาแนะนำข้อควรปฏิบัติเมื่อเราขนถ่ายต้นไม้กลับมาถึงที่บ้าน และเตรียมตัวที่จะนำไม้นั้นปลูกลงกระถาง หรือลงดินค่ะ

อันดับแรกเลยเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว อย่าเพิ่งให้น้ำต้นไม้ทันทีนะคะ แต่ควรนำต้นไม้นั้นไปตั้งไว้ในที่ร่มเย็นสบาย และอากาศถ่ายเทได้สะดวกเสียก่อน

จากนั้นในระยะแรก ควรให้น้ำแต่น้อยค่ะ อย่าให้น้ำมากจนดินแฉะขัง เมื่อต้นไม้สามารถปรับตัวได้แล้ว ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงค่อยนำไปวางหรือนำไปปลูกลงดินตามตำแหน่งที่ต้องการ

เมื่อปลูกแล้วควรให้นำอย่างสม่ำเสมอ ควรพรางแสงแดดไว้บ้าง และอย่าเพิ่งให้ปุ๋ยใด ๆ แก่ต้นไม้เป็นอันขาดนะคะ หากต้นไม้มีใบและดอกร่วง นั่นคือผลจากการกระทบกระเทือนขณะที่ขนถ่ายต้นไม้กลับมาที่บ้าน

เมื่อต้นไม้ตั้งตัวดีแล้ิว คือประมาณ 30-50 วัน จึงค่อยให้ต้นไม้รับแสงแดดได้ในช่วงเช้าที่แดดไม่ร้อนจัดจนเกินไป และให้ปุ๋ยได้ตามปกติค่ะ





ขอบคุณที่มา หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตัวเอง

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข้อแนะนำในการขนต้นไม้กลับบ้าน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน หลังจากที่เราได้เดินช็อปปิ้งซื้อหาต้นไม้ที่ถูกใจจนเพลิดเพลินแล้วน่ะนะคะ ก็คงต้องถึงเวลาที่จะนำต้นไม้เหล่านั้นกลับไปปลูกที่บ้านเราซะทีค่ะ




ในวันนี้บล้อกสวนแสนรัก จะแนะนำ วิธีขนถ่ายต้นไม้ กลับมาที่บ้านน่ะนะคะ มาดูคำแนะนำจากบทความตอนนี้กันนะคะ ว่าควร หรือไม่ควรทำอะไร เมื่อขนถ่ายต้นไม้่กลับบ้านบ้าง

1. ขณะที่ขนถ่ายต้นไม้กลับบ้าน ควรระมัดระวังไม่ให้ต้นไม้ได้รับความกระทบกระเืทือนเป็นอันขาด

2. อย่าขนถ่ายต้นไม้ ในวันที่มีลมแรง ฝนตกหนัก หรือในวันที่อากาศร้อนมาก ๆ

3. หากนำต้นไม้บรรทุกรถยนต์กลับบ้าน ก็ควรยึดต้นไม้ไว้กับตัวรถให้แน่น อย่าให้ล้มหรือตะแคงได้

4. ต้นไม้ที่มีใบยาว ๆ หรือใบใหญ่มาก ควรใช้เชือกมัดรวบเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันความเสีียหายที่จะเกิดขึ้นจากลมน่ะนะคะ

5. รถยนต์ที่จะขนถ่ายต้นไม้ ควรมีหลังคาเพื่อกันแดด ลม และฝนด้วย

6. ในกรณีที่ใช้รถกระบะที่ไม่มีหลังคาในการขนต้นไม้ ควรใช้ตาข่าย หรือซาแรนคลุมต้นไม้ไว้ เพื่อไม่ให้ลมตีใบไม้เสียหายขณะเดินทาง

7. ที่สำคัญ หากเลือกได้ควรขนถ่ายต้นไม้ในตอนเช้าและตอนเย็น ที่อากาศไม่ร้อนเกินไปนักนะคะ






ขอบคุณที่มา คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับการเลือกซื้อต้นไม้

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ในปัจจุบันนี้ การทำสวน หรือการปลูกต้นไม้ ถือเป็นงานอดิเรกที่หลาย ๆ ท่านชื่นชอบและเลือกที่จะทำเพื่อพักผ่อนหย่อนใจน่ะนะคะ บางท่านชื่นชอบการเดินเลือกซื้อหาต้นไม้เพื่อนำมาใช้ปลูกในสวนของเรามากกว่าที่จะไปเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าซะอีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นความสุขที่หาได้ไม่ยากและได้ร่วมแบ่งปันความสุขนั้นกับคนในครอบครัวด้วยนะคะ




ในวันนี้บล้อกสวนแสนรัก จะได้นำเคล็ดลับการเลือกซื้อต้นไม้มาฝากกันค่ะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีเวลาว่างและชอบไปเดินเลือกซื้อต้นไม้มาดูกันนะคะ ว่ามีเคล็ดลับในการได้ต้นไม้ที่ถูกใจ ต้นสมบูรณ์และถูกเงินในกระเป๋าอย่างไรบ้าง :)





  • ขั้นแรกของการเลือกซื้อต้นไม้ สิ่งแรกที่ต้องมอง ก็คือ ตรวจสอบความสมบูรณ์ของพรรณไม้ที่จะซื้อก่อนค่ะ เช่น ใบสดใส ไม่มีโรคแมลง แล้วเปรีบเทียบราคาแต่ละร้านเมื่อต้องซื้อจำนวนมาก
  • สังเกตุดินปลูก ว่าต้องไม่แฉะมากจนมีตะไคร่เกาะที่ผิวดิน เวลาเลือกต้นไม้ ควรหยิบออกจากกลุ่มกอที่วางชิดกันมาพิจารณานะคะ เพื่อให้ได้ต้นไม้ที่สมบูรณ์แข็งแรงจริง ๆ
  • สำหรับพรรณไม้อวบน้ำ พ่อค้าแม่ค้าบางราย อาจเพิ่งตัดมาปักชำค่ะ ดังนั้นใบก็จะยังสดอยู่ เมื่อซื้อไปปลูกอาจได้นะคะ จึงควรเลือกต้นไม้ที่มีรากสมบูรณ์เต็มกระถาง
  • พรรณไม้ที่เจริญเป็นกอ แตกหน่อได้ ควรเลือกต้นที่มีหลายหน่อค่ะ เมื่อนำมาปลูกจะได้ทรงพุ่มที่สวยได้รวดเร็วขึ้น
  • ไม่ควรแสดงอาการตื่นเต้นกับพรรณไม้ละลานตามากเกินไปนะคะ :) เพราะนั่นอาจทำให้ผู้ขายบอกราคาที่เกินความเป็นจริงได้
  • การแสดงความไม่รู้มากเกินไป อาจทำให้ผู้ขายเพิ่มราคาได้เช่นกัน ไม่ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่า "นี่ต้นอะไร" หากถูกใจต้นไหน ควรเลือกที่จะถามว่า "ต้นนี้เท่าไหร่" มากกว่า
  • ต้นไม้พันธุ์ใหม่ ชนิดใหม่ หรือพันธุ์แคระ ควรพิจารณาให้ดี เพราะอาจเป็นยอดที่เพิ่งตัดมาปักชำ ทำให้ดูเหมือนต้นแคระหรือเป็นชนิดใหม่ก็ได้
  • ควรซื้อต้นไม้จากร้านที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ หรือซื้อจากสวนโดยตรงค่ะ
  • ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ตั้งขายอยู่นอกร้าน
  • ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่มีตำหนิ หรือมีร่องรอยของความเสียหายจากโรคและแมลง
  • ตรวจดูกระถางและก้นกระถางให้ดีค่ะ อย่าเลือกต้นไม้ที่ปลูกอยู่้ในกระถางที่มีรอยร้ิาวหรือแตก
  • อย่าเลือกซื้อต้นไม้ที่รากโผล่ออกมาจากรูก้นกระถางแล้วเป็นอันขาดนะคะ เพราะจะำทำให้เกิดความเสียหายขณะเคลื่อนย้ายได้
  • ไม่ควรเลือกซื้อต้นไม้ที่ดินในกระถางแฉะค่ะ เพราะนั่นแสดงว่าน้ำในกระถางไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหารากเน่าและโคนเน่าได้




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูกันนะคะ ว่าเมื่อซื้อต้นไม้แล้ว ก่อนจะำนำมาลงปลูกที่บ้าน ควรทำอย่างไรก่อนบ้่าง

แล้วกลับมาพบกับสวนแสนรักได้ใหม่ในตอนหน้านะคะ

ขอบคุณเพื่อน ๆ บล้อกที่ติดตามชมกันเสมอมาค่ะ :)




ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต





วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ของตกแต่งสวน : โอ่งน้ำล้น,น้ำพุ,น้ำตก,กังหัน

โอ่งน้ำล้น,น้ำพุ,น้ำตก,กังหัน นั้น ถือว่าเป็นของตกแต่งสวนที่เริ่มเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในบรรดาผู้รักสวนในสมัยนี้ค่ะ เพราะนอกจากเราจะได้รับความสบายใจจากการได้เห็นน้ำรินไหล ได้ฟังเสียงของน้ำ ที่เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดและเพิ่มความสุขแล้ว ยังมีผลลัพท์ที่ดีตามศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยอีกด้วย





เป็นที่ทราบกันดีว่าศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยนั้น เป็นเรื่องการบริหารพลังธรรมชาติของลมและน้ำเป็นหลักค่ะ โดย เคล็ดวิชาได้กล่าวว่าลมนั้นนำพาพลังส่วนน้ำนั้นสะสมพลัง แต่อย่างไรก็ตามน้ำก็เป็นสิ่งที่ใช้ในการนำพาพลังได้เนื่องจากคุณสมบัติที่ไหลได้ของมันนั้นเอง หากอ้างถึงสิ่งของที่ไหลได้ในเชิงวิศวกรรมนั้นก็จะมีลมกับน้ำที่เป็นวัตถุที่ไหลได้ เมื่อลมนั้นนำพาพลังได้น้ำนั้นก็ทำนำพาพลังได้เช่นกัน ซึ่งเราก็จะสามารถใช้ทั้งน้ำและลมในการเหนี่ยวนำกระแสพลังที่ดีนั้นให้ไหลเข้าสู่บ้านหรืออาคารต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องนำพลังที่เสื่อมให้ไหลออกนอกบ้านหรืออาคารได้เช่นเดียวกัน




 น้ำพุ น้ำตก โอ่งน้ำล้น กังหัน นั้นเป็นน้ำเคลื่อนไหวที่ปัจจุบันนั้นมักใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงานน่ะนะคะ ซึ่งจะมีการกระจายพลังมากกว่าการตั้งตู้ปลาที่ซินแสสมัยก่อนนิยมทำกัน เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าเหมือนสมัยปัจจุบันจึงคิดค้นโดยการใช้การเคลื่อนไหวของปลาที่ทำให้น้ำมีสภาพเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจึงสามารถช่วยกระจายพลังได้ แต่ทั้งนี้ตู้ปลานั้นจะต้องไม่มีฝาครอบที่ปิดกันการกระจายพลังจากน้ำที่เคลื่อนไหวด้วย แต่หากเทียบกับสมัยปัจจุบันแล้วหากต้องการใช้น้ำกระจายพลังก็เลือกใช้น้ำพุ น้ำตก โอ่งน้ำล้นที่มีการกระจายพลังมากกว่าตู้ปลานั้นดีเสียกว่า แถมตู้ปลานั้นยังมีขนาดใหญ่ซึ่งบางทีไปวางในตำแหน่งประตู หน้าต่างในทิศที่ดีก็มักจะไปขวางกระแสลมที่น้ำพาพลังที่ดีนั้นเข้ามาอีกด้วย




โดยทั่วไปคนมักจะถามว่าการตั้งน้ำเคลื่อนไหวนั้นจะต้องเปิดให้ เปิดน้ำพุ น้ำล้น น้ำตก ฯลฯ นั้นเคลื่อนไหวตลอดเวลาเลยหรือไม่ จริงแล้วการเปิดน้ำพุ น้ำตก น้ำล้นนั้นตลอดเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็นำมาซึ่งการสิ้นเปลืองของค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้าที่ต้องเสีย โดยเราควรจะเปิดน้ำเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็ต่อเมื่อเราเปิดช่องลม ประตู หน้าต่างของบ้านบริเวณที่ตั้งน้ำเคลื่อนไหวนั้นเพื่อให้ได้รับการกระจายพลังจากน้ำเคลื่อนไหวนั้นเข้าสู่บ้านโดยตรง เพราะหากปิดประตู หน้าต่าง ช่องลมนั้นก็อาจทำให้การกระจายพลังงานจากน้ำนั้นไม่สามารถเข้าสู่บ้านได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็จะเปิดน้ำเคลื่อนไหวในตอนกลางวันที่เราเปิดบ้าน ขณะที่เปิดน้ำเคลื่อนไหวเมื่อเราปิดบ้านนั้นเอง




ขณะที่น้ำนั้นช่วยสะสมแล้วพาพลังที่ดีมาสู่บ้านหรืออาคารต่างๆได้นั้น น้ำก็นำพาพลังร้ายออกจากบ้านและอาคารต่างๆนั้นได้อีกด้วย เช่นการระบายน้ำออกจากบ้านในทิศร้ายก็จะนำพาพลังร้ายนั้นออกไปด้วย โดยท่อระบายน้ำของบ้านนั้นควรอยู่จุดที่มีพลังร้ายอยู่เนื่องจากสภาพการระบายน้ำทิ้งนั้นเป็นการถ่ายเทพลังไม่ดีจากบ้านโดยการใช้น้ำนำพาพลังที่ไม่ดี หรือไม่บริเวณไหนเป็นทิศไม่ดีหรือทิศร้ายก็ทำพื้นที่ให้ลาดเทออกจากบ้านเพื่อไม่ให้มีน้ำขังสะสมตัวพลังในทิศร้ายโดยสภาพการไหลออกจากพื้นที่ลาดเอียงนั้น

สรุปว่าน้ำนั้นมีคุณสมบัติสะสมพลังได้และก็ยังนำพาพลังได้ดีด้วย ดังนั้นการเลือกใช้โอ่งน้ำล้น น้ำพุ น้ำตก หรือกังหัน จึงเป็นของตกแต่งสวนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยน่ะนะคะ :)





ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ของตกแต่งสวน : กระดิ่งลม


สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกทุกท่าน

การแขวน กระดิ่งลม หรือ ระฆังลม ไว้ในสวน ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว นับเป็นวิธีที่ดีในการกระตุ้นให้เกิดพลังที่ดีไหลเวียนในสวนน่ะนะคะ โดยเฉพาะจุดที่เป็นจุดอับหรือไม่ค่อยเคลื่อนไหว เสียงอขงกระดิ่งลมจะช่วยชะโลมความสุขสงบไปทั่วบริเวณ ทำให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นพลังชี่ที่ติดขัดหรือหยุดนิ่งให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น


กระดิ่งลมเซรามิคลำปาง ผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนไทย


ในบางอารมณ์ที่เพื่อน ๆ รู้สึกวุ่นวายสับสน หรือตึงเครียด หากได้ออกมานั่งในสวนเงียบ ๆ ฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหว มีเสียง กระดิ่งลม ดังกรุ๋งกริ๋งเบา ๆ ยามกระทบสายลมอ่อน ๆ ประกอบกับเสียน้ำพุน้ำตกที่ไหลรินกระทบผิวน้ำหรือผ่านซอกหิน ก็จะทำให้ความสับสนตึงเครียดนั้นบรรเทาเบาบางลง




แต่หากแขวนกระดิ่งลมแล้ว รู้สึกว่าตรงนั้นมีลมแรงจนทำให้เกิดเสียงดังจนเกินไปจนเกินระดับความไพเราะ ก็ควรรีบเอากระดิ่งลมออกนะคะ เพราะเสียงที่ดังรบกวน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสภาพจิตใจและเป็นการรบกวนการหมุนเวียนของพลังชี่ในบริเวณนั้นด้วยค่ะ :)






ขอบคุณที่มา คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ของตกแต่งสวน : ศาลาในสวน

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน นอกจากต้นไม้เขียวชะอุ่มและดอกไม้ที่บานสะพรั่งสดสวยที่เราปลูกลงในสวนของเราแล้ว ศาลากลางสวนยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยให้การนั่งพักผ่อนหย่อนใจในสวนของเรานั้น มีความสุขสงบสดชื่นขึ้นได้ด้วยน่ะนะคะ



                                                                                                                                       
รูปแบบของศาลากลางสวนนั้น มีให้เลือกมากมายหลายแบบค่ะ ตั้งแต่ศาลามีเสากลางเสาเดียว หลังคามุงจาก หรือที่เรียกกันว่าดอกเห็ด ซึ่งเหมาะกับสวนบ้านไร่ ไปถึงศาลามุงกระเบื้อง หรือหลังคาไม้ระแนงที่อาศัยเถาไม้เลื้อยปกคลุมที่นิยมใช้กับบ้านทั่ว ๆ ไป และศาลาโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก มุงกระเบื้องซีแพคโมเนีย ซึ่งเหมาะกับบ้านที่มีบริเวณที่มีพื้นที่ในการจัดสวนกว้างใหญ่ แต่ที่นิยมกันอย่างกว้างขวางและเหมาะกับบ้านเรือนทั่วไป ก็เห็นจะเป็นศาลาที่ทำด้วยวัสดุซึ่งเป็นไม้น่ะนะคะ เพราะศาลาประเภทนี้จะดูกลมกลืนกับธรรมชาติรอบข้างมากกว่าศาลาประเภทอื่น เราลองมาดูแบบของศาลากลางสวนในแบบต่าง ๆ กันนะคะ ว่ามีศาลาแบบไหนที่ถูกใจเพื่อน ๆ บล้อกบ้าง :)