วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางกลางแจ้ง : พุดสามสี

พุดสามสี



ชื่อสามัญ                      Yesterday-today-and-tomorrow
ชื่อวิทยาศาสตร์            Brunfelsia Australis
วงศ์                               Solanaceae
ชื่ออื่นๆ                          Morning-noon-and-night, พุดสามสี, พุดสี, พุทธชาดม่วง, พุทธชาดสามสี, สาม
ถิ่นกำเนิด                      ในประเทศอเมริกาเขตร้อนและหมู่เกาะอินดีส

ลักษณะทั่วไป

พุดสามสี มีอีกชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Yesterday-Today and Tomorrow นิยมปลูกเป็นไม้กระถางสามารถอยู่ได้ทั้งกลางแจ้งแดดจัด และแดดรำไร

พุดสามสีเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ย สูงราว 2-5 ฟุต ค่ะ เป็นต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขามาก ทรงพุ่มแน่นทึบ ใบเรียบเกลี้ยงสีเขียวเข้มค่อนข้างแข็ง ทรงใบรูปมนรี ปลายใบแหลม ขนาดใบยาว 6-7 นิ้ว ดอกออกเป็นกลุ่ม มี 5 กลีบ แต่ละกลีบเป็นรอยยับย่น ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 1 นิ้ว ดอกที่บานใหม่ๆ เป็นสีม่วงเข้มพอรุ่งขึ้นจะกลายเป็นสีม่วงอ่อน และรุ่งขึ้นอีกวันดอกก็กลายเป็นสีขาว พอถึงวันที่สี่ดอกก็จะร่วง ดอกมีกลิ่นหอมจัดในเวลากลางคืนถึงเช้า ออกดอกตลอดทั้งปีดอกดกมาก

การขยายพันธุ์พุดสามสี

-การปักชำ เป็นวิธีการที่เหมาะสมมากที่สุดค่ะ เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้หอมขนาดเล็ก
-การตอน สามารถทำได้แต่ต้องเป็นกิ่งที่มีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป เพราะกิ่งค่อนข้างเปราะอาจหักได้ง่าย
ข้อแนะนำในการปลูกพุดสามสี 

เนื่องจาก พุดสามสี มีระบบรากตื้น จึงต้องควรดูแลเรื่องการให้น้ำให้ดีนะคะ หากต้นเริ่มขาดน้ำจะแสดงอาการเหี่ยวให้เห็นทันที หากพบอาการดังกล่าวให้รีบรดน้ำทันทีภายใน 2 ชม. อาการเหี่ยวจะหายไป

ในช่วง 1 ปีแรกไม่ควรมีการตัดแต่งใดๆ เพราะจะทำให้ต้นโตช้า

ในปีที่ 2 เป็นต้นไป ควรตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการหรือกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มออกบ้าง อย่าให้ใบแน่นเกินไป จะช่วยให้การเจริญเติบโตรวดเร็วค่ะ :)






ขอบคุณข้อมูลจาก http://webcache.googleusercontent.com/
ภาพประกอบเครดิตตามภาพ pantip.com

ไม้กระถางกลางแจ้ง : โมกพวง

โมกพวง


ชื่อสามัญ : Moke
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia religiosa Benth.
วงศ์ : Apocynaceae
ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย

โมกพวง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางค่ะ ทั่วไปแล้วนิยมปลูกในกระถางเพราะสามารถตัดแต่งทรงพุ่มได้สวยงาม โมกพวง นั้นจะเหมือนกับโมกซ้อนและโมกลา ตรงที่ชอบแดดจัดกลางแจ้ง หากเลี้ยงในแดดรำไรหรือแดดร่ม ใบโมกจะใหญ่ ดอกจะน้อย โมกพวงมีดอกชั้นเดียวเหมือนโมกลา แต่ช่อดอกจะเป็นพวงสวยงาม และออกดอกตลอดทั้งปี ดอกโมกมีกลิ่นหอมเย็น สีขาวพราวทั้งต้น โมกชอบแดดจัด และน้ำปานกลางน่ะนะคะ

ลักษณะทั่วไป : ไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 - 3 ม. แตกกิ่งก้านสาขามากไม่ค่อยเป็นระเบียบ
ฤดูการออกดอก : ออกดอกตลอดปี (ออกดอกมากช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว)
เวลาที่ดอกหอม : หอมตลอดวัน
การขยายพันธุ์ :  การตอน โมกเป็นไม้มียาง ควรล้างยางออกก่อนหุ้ม ฮอร์โมนมีความจำเป็นระดับหนึ่งในการตอน ใช้เวลาในการออกราก 1.5 - 2 เดือน และควรตอนช่วงฤดูฝน






วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางกลางแจ้ง : รักเร่

รักเร่ หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Garden Dahlia ค่ะ เป็นไม้พุ่มมีดอกที่มีความสูงน้อยกว่า 1 เมตร มีจุดเด่นที่ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบซ้อน สีสวยงาม ดอกรักเร่มีทั้งสีแดง ชมพู ขาว ชมพูแซมขาว ม่วง


รักเร่

รักเร่ ชอบขึ้นในที่กลางแจ้งและแดดจัด แต่มีความชื้นพอเพียงค่ะ ควรปลูกในดินที่ร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี บางครั้งจำเป็นต้องหาวัสดุคลุมดินให้รักเร่บ้าง เช่น ฟาง ใบไม้แห้งหรือเปลือกถั่วเป็นต้น

การขยายพันธุ์รักเร่ นั้น สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ต่อกิ่ง หรือใช้ราก แต่เมื่อต้นให้ดอกแล้วต้นจะแก่และโทรมไปในที่สุด โดยจะทิ้งรากที่เป็นหัวไว้ในดิน ให้ตัดต้นเหนือระดับดินประมาณ 3 นิ้ว เพราะส่วนของตาที่จะเจริญเป็นต้นใหม่จะอยู่บริเวณโคนต้น แล้วจึงขุดหัวขึ้นมาจากดินน่ะนะคะ




ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : แอฟริกันไวโอเล็ต

แอฟริกันไวโอเลต จัดเป็นพืชในวงศ์ Gesneriaceae ค่ะ มีถิ่นกำเนิดอยู่ตามแถบภูเขาในทางตอนเหนือของประเทศแทนซาเนีย และทางตอนใต้ของเคนยาในทวีปแอฟริกา โดยพบครั้งแรกในแทนซาเนีย เมื่อปี พ.ศ. 2435


แอฟริกันไวโอเล็ต

แอฟริกันไวโอเลต เป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีอายุยืนยาว หรือเรียกว่าเป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีลำต้นสั้นมาก ใบอวบน้ำ ออกเป็นกระจุกแน่นรอบต้น ใบและดอกของแอฟริกันไวโอเลตมีความแปรผันของรูปร่างและสีสันมากมาย โดยทั่วไปใบมีขนาด 3.5-4 ซม. ก้านใบยาว มีขนปกคลุมทั่วทั้งใบ
อัฟริกันไวโอเล็ตนั้นมีหลายสายพันธุ์และหลากสีสรรกว่า 1,000 ชนิดค่ะ ออกดอกทั้งปี เป็นไม้ที่นิยมมากทั่วโลกพันธุ์หนึ่ง การเพาะพันธุ์ก็ง่าย เพียงแค่นำใบมาแช่น้ำสักหนึ่งสัปดาห์ รอให้รากงอกพอประมาณแล้วก็นำไปชำในกระถางใหม่ได้ทันที

การบำรุงรักษาอัฟริกันไวโอเล็ตนั้น เพียงใส่ปุ๋ยออสโมโค้ด (เม็ดสีเหลือง) 3 เดือนครั้ง และให้น้ำ 2 วันครั้ง โดยรดให้ชุ่มที่โคนต้น เพียงเท่านี้ต้นอัฟริกันไวโอเล็ตก็จะงอกงามเติบโตดี

อัฟริกันไวโอเล็ตแม้จะเลี้ยงง่าย แต่ก็ตัดคัดสรรภาชนะปลูกเป็นพิเศษ กระถาง ที่ใช้ปลูกต้องมีลักษณะปากกว้างและมีจานรองกระถางที่กว้าง เพื่อหล่อน้ำในจานรองให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอนะคะ :)





และภาพสวย ๆ จากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : สาวน้อยประแป้ง

สาวน้อยประแป้ง


ชื่อสามัญ                  Dumb Cane
ชื่อวิทยาศาสตร์        Dieffenbachia
วงศ์                           Araceae
ชื่ออื่นๆ                     ว่านพญาค่าง ว่านหมื่นปี อ้ายใบก้านขาว ช้างเผือก

สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้ใบประดับอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงไว้ประดับ อาคารบ้านเรือนและสำนักงานอย่างแพร่หลาย สาวน้อยประแป้งเป็นพืชล้มลุก อวบน้ำ ใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะคล้ายพืชในตระกูลเขียวหมื่นปี แต่ใหญ่กว่า ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนกลม ตั้งตรงแข็งแรง มีข้อถี่ แตกใบอ่อนตรงส่วนยอดของลำต้นทีละใบ ก้านใบยาว ส่วนที่ติดกับลำต้นมีลักษณะเป็นกาบ ใบมีรูปร่างยาวเรียวคล้ายใบพาย โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม บางชนิดแหลมเกือบมน พื้นใบมีสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม ด่างสีขาว ครีม หรือเหลือง หรือมีจุดแต้มบนพื้นใบต่างกันไป

ดอกของสาวน้อยประแป้งมีลักษณะคล้ายดอกหน้าวัว มีกาบอยู่เพียงกาบเดียวหุ้มแท่งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยเกสรตัวผู้อยู่ส่วนบน และเกสรตัวเมียอยู่ส่วนล่าง ออกดอกเป็นกลุ่มส่วนมากมีสีเขียวอ่อน เวลาบานกาบจะแย้มออกเล็กน้อย ดอกของสาวน้อยประแป้งบางชนิดมีกลิ่นเหม็นมาก ยางของสาวน้อยประแป้งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้คันมาก ถ้าเข้าปากจะทำให้ลิ้นบวมและขากรรไกรแข็ง หากกินเข้าไปอาจทำให้ตายได้ ผลของสาวน้อยประแป้ง เป็นผลสดเนื้อนุ่ม สีส้ม หรือสีแดง

สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงดูแลรักษาง่ายค่ะ เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับในกระถาง ต้องการแสงแดดหรือแสงสว่างมาก แต่ก็สามารถเจริญงอกงามได้ดีในที่มีแสงแดดรำไร ถ้าให้ถูกแสงแดดโดยตรงจะทำให้ใบไหม้ได้ หากได้รับแสงเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้ต้นเอียงไปทางด้านที่มีแสงมากกว่า ชอบสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความชื้นสูง แต่บางชนิดก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในที่มีความชื้นในอากาศปานกลางได้

สำหรับดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินที่มีส่วนผสมของอินทรียวัตถุ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ระบายอากาศ ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะหรือแห้งเร็วเกินไป ปุ๋ยเคมีควรใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 10-10-10, 15-15-15 ในปริมาณน้อยๆ หรืออาจใช้ปุ๋ยละลายช้าเพื่อค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ต้นก็ได้

การขยายพันธุ์สาวน้อยประแป้ง

-การแยกหน่อ เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลรวดเร็ว แต่ใช้ได้กับต้นที่มีหน่อเท่านั้น โดยตัดหน่อใหม่ที่มีใบ 2-3 ใบและที่โคนหน่อมีรากแล้ว ทารอยตัดด้วยปูนแดงรอให้แห้ง ก็สามารถนำไปปลูกได้ทันที

-การปักชำยอด วิธีนี้มักใช้กับต้นที่มีขนาดใหญ่สูงชลูดขาดความสวยงามโดยตัดยอดให้มีความยาวพอสมควรไม่สั้นหรือยาวเกินไปและตัดให้รอยตัดชิดกับข้อต้นมากที่สุด ทาปูนแดงที่รอยตัดทั้งสอง ลอกใบของยอดชำออกให้เหลือแต่ใบส่วนยอดประมาณ 4-5 ใบนำไปปักชำในขุยมะพร้าวผสมขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวผสมทรายหยาบ วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำและรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะเกิดรากจึงสามารถย้ายปลูกลงดินได้ต่อไป

-การตอนยอด วิธีนี้มักใช้กับต้นที่มีขนาดใหญ่สูงชะลูดเช่นเดียวกับการปักชำยอด โดยลอกใบด้านล่างของยอดให้เหลือยอดพอสวย ใช้มีดที่คมและสะอาด กรีดเป็นรอยตามความยาวของต้นลึกประมาณ 0.5 ซ.ม. บริเวณข้อต้นที่จะตอน 4-6 รอย หุ้มด้วยถุงพลาสติกมัดให้แน่น ประมาณ 3-4 สัปดาห์รากจะงอก จึงตัดนำไปปลูกต่อไป

-การชำข้อและลำต้น เป็นวิธีที่ง่ายและทำให้ได้ต้นใหม่จำนวนมาก ทำได้โดยตัดส่วนของข้อหรือลำต้นเป็นท่อนๆ ยาว 5-7 ซ.ม. โดยให้มีส่วนของตา ติดมาด้วยทุกท่อน แช่ด้วยน้ำผสมยากันเชื้อราหรือทาด้วยปูนแดงทิ้งไว้ให้แห้ง นำไปชำในขี้เถ้าแกลบผสมขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โดยฝังให้จมลงประมาณสองในสามส่วนของลำต้นตามแนวนอนและวางให้ตาที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ด้านบน ประมาณ 45-60 วัน รากจะงอก เมื่อใบขึ้นมา 2-3 ใบจึงย้ายปลูกได้ได้ค่ะ




วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : เดหลี

เดหลี เป็นไม้ประดับที่มีใบสีเขียวเข้ม และมันเป็นเงาวาววับค่ะ ดอกเป็นช่อสีขาว หรือขาวแกมเหลือง กาบหุ้มช่อดอกเป็นสีขาวมีลักษณะคล้ายดอกหน้าวัว กาบห่อช่อดอกนี้จะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเขียวหลัง จากดอกบานแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์




ตามธรรมชาติแล้วเดหลีชอบขึ้นอยู่ตามริมลำธารที่มีร่มเงาในป่าฝนเขตร้อน แต่เมื่อนำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับภายในห้องหรือในอาคารสถานที่ แต่ เดหลี ก็สามารถปรับตัวอยู่ได้ แม้จะมีความชื้นต่ำและรับแสงจากหลอดไฟฟ้าได้นาน ตราบเท่าที่ดินยังมีความชื้นอยู่ ถ้าต้องการให้เดหลีมีใบที่สวยเป็นมัน ก็จะต้องหมั่นใช้ผ้าหรือฟองน้ำที่อ่อนนุ่มเช็ดถูอยู่บ่อยๆ นะคะ

การดูแลรักษาเดหลี

 เดหลี นั้น  ต้องการแสงแดดรำไรค่ะ โดยชอบอยู่ในอุณหภูมิ ประมาณ 18 - 24 องศาเซลเซียสและความชื้นสูง ควรรดน้ำตามสภาพของดิน แต่ควรรดเพิ่มขึ้นในฤดูร้อนและลดในฤดูหนาว ดินที่ปลูกเดหลีได้ดีนั้น ควรเป็น ดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ใบไม้ผุๆ 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกละลายน้ำรดเดือนละ 1 - 2 ครั้ง และ ควรเปลี่ยนกระถางทุกปี นะคะ

การขยายพันธุ์เดหลี     แยกกอ

โรคและแมลง                ถ้าอากาศแห้งแล้ง จะมีแมงมุมแดงมาเกาะอยู่ตามใต้ใบ ส่วนโรคไม่ค่อยพบ

การป้องกันกำจัด         เพลี้ยใช้ยามาลาไธออน (Malathion) หรือ ไดอาซินอน (Diazinon) ส่วนรากเน่าต้อง  งดการให้น้ำและใช้ยาไทแรม 75 ผสมน้ำรด






วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : หน้าวัวใบ


หน้าวัวใบ คือ ไม้ใบขนาดใหญ่ นิยมปลูกในกระถาง มีชื่อสามัญว่า Foliage Anthurium ค่ะ เป็นไม้ประดับตระกูลหน้าวัว ไม้เนื่ออ่อน เด่นด้วยรูปใบที่มีขนาดใหญ่รูปหัวใจ และมีลวดลายสวยงาม เนื้อใบสีเขียวเข้มคล้ายกำมะหยี่ เส้นใบสีขาวอมเขียวเห็นชัดเจนตัดกับพื้นใบสีเขียวสวดสวยงาม ก้านใบขาวอมเขียว นิยมใช้เป็นไม้ประดับนะนะคะ




หน้าวัวใบ ชอบแดดรำไรหรือแดดร่มค่ะ ชอบน้ำปานกลาง หากอยู่ในแดดจัดใบจะไหม้ได้ หน้าวัวนี้ยังแยกออกได้อีกหลายสายพันธุ์ เช่น หน้าวัวดอก เลดี้เจน ที่นิยมปลูกเป็นไม้กระถาง เพราะให้ดอกสวยงามทั้งสีชมพู แดง และขาว น่ะนะคะ





ขอบคุณที่มา http://www.homedd.com/


ไม้กระถางในร่ม : ผีเสื้อราตรีเขียว,ผีเสื้อราตรีม่วง

ชื่อสามัญ                Indian park

ชื่อวิทยาศาสตร       Oxalis sp.

ตระกูล                   OXALIDACEAE

ผีเสื้อราตรี หรือ อ๊อกซาลิส เป็นไม้ประดับพุ่มเตี้ยกว่า 0.5 เมตรค่ะ ต้นไม้ชนิดนี้มีความโดดเด่นด้วยฟอร์มใบที่เป็นใบประกอบรูป 3 ใบติดกัน สีของใบเป็นสีเขียวหรือสีม่วง ดอกออกตามซอกใบ สีชมพูอ่อนเกือบขาว ก้านดอกยาว เติบโตได้ดีในที่ร่ม หรือแดดเพียงรำไร ชอบน้ำปานกลาง นิยมปลูกเป็นไม้กระถาง เพราะสีสันของดอกและใบโดดเด่นสวยงามน่ะนะคะ



ผีเสื้อราตรีม่วง

ลักษณะทั่วไป

เป็นพืชล้มลุก  มีหัว  มีใบประกอบคล้ายนิ้วมือ  มักจะหุบใบในเวลากลางคืน
ใบ     -  ลักษณะใบประกอบคล้ายสามเหลี่ยม  โดยมีมุมแหลมชนกัน  มีสีชมพู - ม่วง
ดอก  -  ออกดอกเป็นดอกเดี่ยว  โดยก้านดอกออกจากก้านลำต้น  มีสีชมพูม่วง  มีกลีบดอก  5 กลีบ  เป็นดอกสมบูรณ์เพศ  มีเกสรตัวผู้ 5-6 ตัว


ผีเสื้อราตรีม่วง

ผีเสื้อราตรีเขียว


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.homedd.com/


วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : สัปปะรดสี

สัปปะรดสี หรือ บรอมมีเลียด Bromeliad เป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกในร่มอีกชนิดหนึ่งค่ะ ด้วยความที่ดูแลรักษาง่าย ชอบความชื้นแต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เติบโตได้ดีในแดดรำไร หรือเพียงครึ่งวัน จึงนิยมปลูกเป็น ไม้กระถาง ประดับในสำนักงาน หรือปลูกที่บ้านในเรือนระแนงที่มีแดดรำไรก็สวยงาม บลอมมิเลียดนี้ มีลักษณะของใบที่เป็นกาบ ออกวนสลับ ใบอวบน้ำ มีหลายสายพันธุ์ ทั้งที่ใบลายและให้ดอกสีสดสวยงามน่ะนะคะ


สัปปะรดสี

เทคนิคที่ควรรู้ในการปลูกสับปะรดสี

เรื่องเทคนิคนี้ เป็นสิ่งจำเป็นมาก ที่จะเพาะเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะพันธุ์สับปะรดสีที่นิยมส่วนใหญ่โตช้า ราคาแพง ถ้าเพาะเลี้ยงไม่ถูกวิธี สับปะรดสี จะไม่แตกหน่อ ไม่เจริญเติบโต สีไม่สวย หรือค่อยๆโทรมตายไปในที่สุด

1.สับปะรดสีชอบกระถางดินเผา โปร่ง ขนาดกระถางที่ใช้ต้องเล็กกว่าต้น ถ้ากระถางใหญ่ ปกติเครื่องปลูกจะมีความชื้นมาก ระบายน้ำช้า

2.ไม่ควรปลูกต้นจมลึกลงไปในวัสดุปลูกมากเกินกาบใบล่าง

3.วัสดุถ้ามีเชื้อรา เป็นเส้นใยสีขาวหรือเป็นแผ่น ที่ผิววัสดุ ให้เปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่ ให้เหลือเฉพาะรากที่เกาะวัสดุอยู่เท่านั้น

4.ถ้าในฤดูฝน ความชื้นสูง ควรฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียโคโค-แม็กซ์ ทุก 7-15 วันครั้งป้องกันใบเน่าเป็นจุดๆ หรือตายไปได้

5.ถ้าต้นแตกหน่อ จนก้านหน่อแข็งแรง ให้รีบตัดหน่อไปปลูกใหม่ ต้นแม่จะได้ไม่โทรม และมีหน่อ ใหม่ได้เร็วขึ้น

6.ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยกล้วยไม้ออคิดส์-โกลด์  ฉีดพ่นในช่วงเช้ามีแดด ใช้ได้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน

7.หมั่นถอนหญ้า,มอส และตะไคร่ เพราะทำให้วัสดุปลูกถ่ายเทอากาศได้น้อย

8.ศัตรูแมลงที่พบได้บ่อย คือเพลี้ย สามารถกำจัดได้ด้วยลาเซียน่า อัตรา 2 ช้อนชา/น้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นในตอนเย็น






ขอบคุณที่มา http://www.homedd.com/
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต



หมั่นดูแลและใส่ใจทั้งการปลูกและการบำรุงรักษา ต้น สัปปะรดสี ของเราจะได้ออกดอกออกใบให้เราชื่นใจไปได้อีกนาน ๆ น่ะนะคะ :)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : สร้อยระย้า

สร้อยระย้า ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Medinella magnifica หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า ไข่มุกอันดามัน นี้ เป็นไม้พุ่มเตี้ยค่ะ สูงเต็มที่เพียง 1.5 เมตรเท่านั้น เหมาะสำหรับเป็นไม้กระถาง มีลักษณะเด่นที่ใบ เป็นใบรวม 5 แฉก เห็นเส้นใบชัดเจน เนื้อใบหนา เขียวเข้ม เส้นใบเป็นร่องลึก ช่อดอกออกตามข้อกิ่ง ดอกออกเป็นช่อกระจะ มีดอกเล็ก ๆ สีชมพู อ่อนหวานสวยงาม เมื่อดอกตูมเป็นเม็ดกลม ๆ สีจะออกชมพูอ่อน ๆ คล้ายไข่มุก จึงเป็นที่มาของชื่อ ไข่มุกอันดามัน สร้อยระย้าหรือไข่มุกอันดามัน ชอบแดดรำไร และการให้น้ำปานกลางน่ะนะคะ


สร้อยระย้า หรือ ไข่มุกอันดามัน

ต้นสร้อยระย้า หรือ ไข่มุกอันดามันนี้ ขยายพันธุ์โดยการปักชำค่ะ :)



ขอบคุณที่มา http://www.homedd.com/

ไม้กระถางในร่ม : สังกรณีใบมัน Crossandra

สังกรณีใบมัน หรือ ดอกส้ม มีชื่อสามัญเรียกว่า Crossandra undulaefolia Salisb. หรือ Dark-Leaved Crossandra เป็นไม้ประดับพุ่มเตี้ยกว่า 1 เมตร เหมาะสำหรับปลูกประดับแปลง หรือปลูกลงกระถาง ลักษณะของดอกและบำต้นที่สวยงามทำให้สังกรณีใบมัน ได้รับความนิยมนำไปปลูกประดับบ้านเรือนอย่างแพร่หลาย


สังกรณีใบมัน (Crossandra)

สังกรณีใบมัน เป็นต้นไม้ที่ต้องได้รับการดูแลพอสมควรค่ะ กล่าวคือ หากต้องการให้ลำต้นสวยงาม ควรมีการตัดแต่งทรงพุ่ม ในช่วงฤดูหนาวนั้นจะเป็นช่วงพักตัว ควรตอนกิ่งไปปลูกใหม่จะสวยกว่า การจัดเรียงใบของสังกรณีใบมันนั้น จะเรียงใบแบบใบคู่ออกตรงข้ามกัน ดอกเป็นหลอด ปลายหลอดแยกออกเป็นกลีบ สังกรณีเป็นดอกไม้ที่ชอย ทั้งแดดกลางแจ้งและแดดรำไร ชอบน้ำปานกลาง ออกดอกตลอดทั้งปี เสน่ห์ของดอกไม้ชนิดนี้ก็คือ สีส้มของดอกที่มีความสวยงามสดใสอย่างมากน่ะนะคะ




ขอบคุณที่มา http://www.homedd.com/

ไม้กระถางในร่ม : ว่านรางเงิน Star Lilly

ว่านรางเงิน หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Star Lilly เป็นไม้ประดับประเภทหัวที่มักนิยมเลี้ยงในกระถางค่ะ เพราะเป็นไม้มงคลนาม และให้ดอกสวยงาม สายพันธุ์เดียวกับลิลลี่ ดอกมีขนาดใหญ่มี 6 กลีบ ดอกรางเงินนี้มีสีขาว และมีลายเส้นเลือดสีชมพูเข้มเป็นลวดลายเป็นกลีบดอก เติบโตได้ดีในที่แดดรำไรเพียงครึ่งวัน ชอบน้ำปานกลาง และดินต้องร่วยซุยจึงจะเติบโตได้ดีน่ะนะคะ


ว่านรางเงิน

ต้นรางเงิน หรือ ว่านรางเงิน นี้ บางคนจัดเป็นไม้จำพวกว่านหรือไม้มงคลเป็นว่านที่มีสรรพคุณ ทางด้านเมตตามหามงคล ปลูกไว้กับบ้านเรือน ที่พักอาศัย สถานที่อาคารร้านค้า จะเป็นเสน่ห์เมตตา เป็นศิริมงคลแก่สถานที่นั้นๆ ทำให้เป็นที่ต้องตาต้องใจ มีความเจริญก้าวหน้า

ถิ่นกำเนิด บราซิล ชอบแดดจัด ออกดอก ฤดูร้อน

ขยายพันธ์ หัวใต้ดิน ด้วยการแยกหัว แยกหน่อปลูก

วิธีปลูก ใช้ดินร่วน 3 ส่วน ทราย 1 ส่วน ใบก้ามปูผุๆ 2 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วค่อยปลูก หมั่นรดน้ำเช้าเย็น จะเจริญงอกงามดี







ขอบคุณที่มา http://www.homedd.com/

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม้กระถางในร่ม : กล็อกซิเนีย Gloxinia

กล็อกซิเนีย Gloxinia หรือ หน้าวัวใบ ชื่อสามัญคือ Foliage Anthurium เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม้ประดับตระกูลหน้าวัว โดดเด่นด้วยรูปใบที่มีขนาดใหญ่รูปหัวใจ และมีลวดลายสวยงาม เนื้อใบสีเขียวเข้มคล้ายกำมะหยี่ เส้นใบสีขาวอมเขียว เห็นชัดเจนติดกับพื้นใบสีเขียวสดสวยงาม ก้านใบขาวอมเขียว นิยมใช้เป็นไม่ใบประดับ


กล็อกซิเนีย Gloxinia

หน้าวัวใบ จะชอบแดดรำไรหรือแดดร่ม ชอบน้ำปานกลาง หากอยู่ในแดดจัดใบจะไหม้ได้ หน้าวัวนี้ยังแยกออกเป็นอีกหลายสายพันธุ์ เช่น หน้าวัวดอก เลดี้เจน ที่ นิยมปลูกเป็นไม้กระถาง เพราะให้ดอกสวยงาม ทั้งสีชมพู แดง และขาวค่ะ




พรรณไม้ที่นิยมปลูกในกระถาง

พรรณไม้ที่ใช้เป็นไม้กระถางได้ดีส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ที่ไม่มีรากแก้วค่ะ นอกจากจะนำมาตัดรากแก้วออกทำเป็นไม้แคระ เราสามารถแบ่งกลุ่มของไม้กระถางอย่างกว้างๆ ตามลักษณะความต้องการแสงของต้นไม้ ได้ดังนี้


ไม้กระถาง


พรรณไม้กระถางในร่ม (Indoor Plants)
              
เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกประดับในสถานที่ร่ม หรือในอาคาร เช่น ว่านต่างๆ บอน เฟิร์น สาวน้อยประแป้ง โกสน พลูด่าง เดหลี วาสนา กำมะหยี่ หมากผู้หมากเมีย กล็อกซีเนีย อาฟริกันไวโอเลท ฯลฯ พรรณไม้เหล่านี้ต้องการแสงแดดเพียง 20–40% ชอบอากาศเย็น เป็นไม้ใบที่บอบบาง บางชนิดเปราะ บางชนิดเหนียว ใบเป็นมัน หรือสีต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียวมีลายใบ

พรรณไม้กระถางกลางแจ้ง (Outdoor Plants)

เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกประดับสวน ริมรั้ว ริมอาคาร ระเบียง ที่นิยมปลูกเลี้ยงกันมาก เช่น โป๊ยเซียน เบญจมาศ กุหลาบ ชวนชม เฟื่องฟ้า ว่านสี่ทิศ คริสต์มาส ดาวเรือง เป็นต้น เป็นกลุ่มไม้ที่ชอบแสงแดด ปลูกกลางแจ้งหรือร่มก็ได้ แต่จะต้องได้รับแสงแดดมากกว่า 50% ขึ้นไป สามารถปรับตัวได้ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ถ้านำไปประดับในที่ร่มนานเกินไปจะไม่เจริญเติบโตต่อ



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_03.shtml

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การจัดวางไม้กระถาง

การจัดวางไม้กระถางแบบเดี่ยว

 คือการใช้ ไม้กระถาง แยกกันจัดประดับตกแต่ง ซึ่งอาจจะจัดเป็นแถวเป็นแนว หรือใช้เป็นคู่ซ้ายขวาก็ได้ การจัดไม้กระถางประดับแบบนี้เหมาะสำหรับลักษณะของพื้นที่แคบ หรือพื้นที่ที่มีส่วนยาวมากกว่าส่วนกว้าง เช่นสองข้างทางเดิน ตามระเบียงอาคาร หรือตามขอบฝาผนัง หรือริมขอบเขตแนวกำแพง สองข้างทางบันไดขึ้นลง การจัดแบบนี้ไม้เปลืองไม้กระถาง การจัดไม้กระถางประดับลักษณะนี้เน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นสำคัญ หรือถือหลักแนวเส้นตรงมีความสมดุลทั้ง 2 ข้าง และส่วนใหญ่เป็นพรรณไม้ชนิดเดียวกัน



จัดไม้กระถางแบบเดี่ยว

การจัดวางไม้กระถางแบบหมู่หรือแบบกลุ่ม

คือการจัดไม้กระถางหลายๆ กระถางรวมกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมู่เป็นพวกนั่นเองค่ะ ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ใหญ่ กว้างขวาง เช่น ห้องขนาดใหญ่ ห้องประชุม ถ้าเป็นภายนอกอาคารก็มักจะเป็นลานกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ เช่น ลานนั่งเล่นตามสวนสาธารณะ ลานตามมุมถนน หรือบางส่วนของถนน ตามมุมอาคารด้านนอก สถานที่ราชการ ในการจัดไม้กระถางประดับเป็นหมู่ หรือเป็นกลุ่มอาจจัดได้ 2 ลักษณะคือ จัดเป็นกลุ่มแบบเรขาคณิต หรือจัดเป็นกลุ่มแบบเส้นตรงหรือเส้นโค้งที่มาบรรจบกันโดยอยู่ในขอบเขตที่แน่นอนเช่น ใช้กระถางที่มีลักษณะสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม ต่อชิดกันเป็นกลุ่มให้มีลักษณะต่างๆ เพื่อให้เข้ากับสภาพของสถานที่น่ะนะคะ


จัดไม้กระถางแบบกลุ่ม



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_13.shtml

การตัดแต่งไม้กระถาง

 การตัดแต่งไม้กระถาง ไม้ประดับหลังจากปลูกประดับไปนานๆ ส่วนยอด กิ่งก้าน หรือใบจะยืดยาวเจริญไม่เป็นระเบียบ ขาดความสวยงาม จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งออกบ้าง เพื่อรักษาทรงพุ่มให้สวยงามยิ่งขึ้น หากมีกิ่งหักเสียหายที่เกิดจากการเคลื่อนย้าย กิ่งมีโรคแมลงเข้าทำลาย หรือกิ่งแห้ง ควรตัดออกให้ดูสวยงามและยังเป็นการรักษาสุขภาพของต้นไม้ให้ดีขึ้นด้วย โดยใช้กรรไกรตัดแต่งหรือมีดคมๆ เพื่อไม่ให้แผลที่ตัดช้ำมากค่ะ





ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_13.shtml

การกำจัดโรคพืชและวัชพืชในไม้กระถาง

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน นอกจากเราจะดูแลไม้กระถางด้วยการรดน้ำ พรวนดินให้ปุ๋ยที่เหมาะสมแล้ว การดูแลกำจัดโรคพืชและศัตรูพืชของไม้กระถางก็นับว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนะคะ



การกำจัดโรคพืช
              
โรคพืชที่พบบ่อยในไม้กระถางได้แก่  โรคโคนเน่า  ค่ะ ลักษณะอาการ จะแสดงออกที่บริเวณโคนต้นระดับผิวดินจะเน่าและต้นจะล้มตายในที่สุด ทางป้องกันหรือลดความเสียหาย ทำได้โดยการกำจัดวัชพืชและตัดแต่ง ช่วยให้โคนต้นโปร่งมีการระบายอากาศ แสงแดดส่องได้ทั่วถึง  และพยายามรดน้ำให้น้อยลง รักษาผิวหน้าดินอย่าให้ชื้นแฉะเกินไป

การกำจัดวัชพืช
              
วัชพืชหรือหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในเครื่องปลูกจะเป็นตัวแย่งอาหารจากต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ไม่สวย และยังเป็นที่อยู่อาศัยหรือแหล่งสะสมของโรคแมลงบางชนิดด้วยนะคะ การกำจัดวัชพืช ควรทำในขณะที่วัชพืชยังเป็นต้นอ่อน ยังไม่ออกดอกติดเมล็ด เพราะเมล็ดแก่อาจหล่นลงในเครื่องปลูกงอกเป็นต้นอ่อนได้ ทำให้ต้องเสียเวลาในการกำจัดต่อไปอีก วิธีการกำจัดวัชพืชอาจใช้วิธีถอนด้วยมือ แซะหรือขุดด้วย พลั่วมือ เสียม หรือจอบ โดยพรวนดินร่วมไปด้วยค่ะ




ขอบคุณที่มา

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชไม้กระถาง

การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นความจำเป็นอีกอย่างหนึ่งในการดูแลรักษาไม้กระถางค่ะ เพราะแมลงเป็นศัตรูต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นการป้องกันและกำจัดแมลงที่จะมารบกวนต้นไม้ของเราจึงมีความสำคัญไม่น้อยน่ะนะคะ




แมลงศัตรูพืช ที่พบมาก มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ ค่ะ นั่นคือ

1.ประเภทปากกัด ได้แก่ ตั๊กแตน หนอนผีเสื้อ ด้วง ฯลฯ ทำลายโดยกัดกินใบ ทำให้ต้นไม้ไม้สามารถปรุงอาหารได้ และชะงักการเจริญเติบโต แมลงปากกัดบางชนิดกัดแทะเข้าไปถึงกิ่งก้านหรือลำต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารของต้นไม้เสียหาย ถ้าถูกทำลายมากต้นไม้จะเหี่ยวและตายในที่สุด วิธีกำจัดโดยการใช้ยาประเภทถูกตัวตายหรือกินตายฉีดพ่น หากพบจำนวนไม่มากให้จับทำลาย

2.ประเภทดูดน้ำเลี้ยง ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน แมงมุมแดง เพลี้ยหอย ฯลฯ ทำลายโดยดูดน้ำเลี้ยงจากใบ แมลงปากดูดบางชนิดยังปล่อยสารพิษให้ต้นไม้ใบสีซีดเหี่ยวแห้ง ใบร่วงก่อนกำหนด ชะงักการเจริญเติบโต และแห้งตายในที่สุด วิธีกำจัดโดยการฉีดยาประเภทถูกตัวตาย
              
เนื่องจากการปลูกไม้กระถางประดับเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับคน หากสามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศตรูพืชได้มากเท่าไรหรือไม่ใช้เลยยิ่งดี โดยเฉพาะไม้กระถางที่ใช้ประดับในอาคารบ้านเรือน หากจำเป็นต้องใช้ยากำจัดแมลงควรกระทำอยู่ภายนอกอาคาร และหลีกเลี่ยงยาที่มีอันตรายมากๆ มีฤทธิ์ตกค้างนานและมีกลิ่นรุนแรง ก่อนนำพรรณไม้เข้าประดับในอาคารควรงดฉีดยา หรือทิ้งไว้จนหมดกลิ่นและฤทธิ์เสียก่อน สิ่งสำคัญควรเลือกใช้ยาให้ถูกต้องกับแมลงที่ต้องการกำจัด แล้วนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะโดยทั่วไปยาฆ่าแมลงมีอันตรายต่อคนอยู่แล้วไม่มากก็น้อย ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอันตรายก็ยิ่งมากขึ้นอ่ะนะคะ



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_11.shtml

การดูแลรักษาไม้กระถาง

การปลูกเลี้ยงไม้กระถาง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างดี และสม่ำเสมอค่ะ ทั้งนี้เพื่อให้ไม้กระถางมีอายุยืน และคงความสวยงามไว้ได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนกระถาง หรือต้นไม้บ่อยครั้ง การดูแลรักษาโดยทั่วไปจึงควรคำนึงถึงความสำคัญดังต่อไปนี้




1.ไม่ควรตั้ง ไม้กระถาง ในที่ที่มีลมแรงมาก หรือตั้งใกล้ที่มีไอร้อนมาก เช่น อยู่ใกล้เครื่องทำความร้อน ไม้กระถางส่วนมากไม่ชอบให้ลมพัดโกรกมาก หรืออุณหภูมิสูง เพราะจะทำให้พืชมีการระเหยน้ำมากจนต้นไม้นั้นเหี่ยวเฉาตายได้ โดยเฉพาะการใช้ไฟส่องแสงสว่างแรงๆ และใกล้ต้นไม้เกินไปทำให้ต้นไม้ทนความร้อนไม่ไหวทำให้เหี่ยวเฉาตายได้ในที่สุด

2.การนำ ไม้กระถาง ไปใช้งานหรือประดับในที่ต่างๆ จะต้องคำนึงถึงช่วงเวลาการใช้งานของไม้แต่ละกลุ่มด้วยค่ะ เช่น ไม้กลางแจ้งจำพวกหมากเหลือง ไทร ไผ่ วาสนา หากนำไปใช้ประดับในร่ม หรือในอาคาร ช่วงเวลาของการใช้งาน 6-8 สัปดาห์ ก็ควรสับเปลี่ยนไม้ชุดใหม่เข้าแทน เพื่อจะได้พักฟื้นไม้ประดับชุดเก่า

3.ส่วนไม้ในร่มหรือกึ่งร่ม เช่น โมก คล้า อะโกลนีมา เปปเปอโรเมีย ฟิโล เดนดรอน พลูด่าง เฟิร์น รวมทั้งกลุ่มไม้ดอก เช่น กล็อกซีเนีย กล้วยไม้ อาฟริกันไวโอเลท จะอยู่ได้นานกว่า เพราะไม้กลุ่มนี้ต้องการแสงจำกัดอยู่แล้ว อายุการใช้งานอาจจะถึง 8–10 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานของไม้ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ถ้ายิ่งใช้งานช่วงเวลาสั้นจะดีกว่าเพราะไม่ทำให้ต้นไม้โทรมหรือช้ำมาก ไม้จะฟื้นตัวเร็วและคงความสวยงามได้นาน ดังนั้นสำหรับไม้ประดับในร่มแล้ว จึงควรเตรียมไม้ประดับไว้หลายชุด เพื่อใช้สับเปลี่ยน

4.ไม้กระถาง ที่ใช้ประดับนอกอาคารนั้น สำคัญที่สุดก็คือการให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำแล้วจะเหี่ยวเฉา ถ้าใช้จานรองก้นกระถางหล่อน้ำเอาไว้ก็อาจจะช่วยได้บ้าง

5.การดูแลทำความสะอาดใบ ก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกันค่ะ เพราะใบที่สะอาด คือใบที่แข็งแรง การล้างใบเป็นการล้างเอาฝุ่นละอองออกจากใบ นอกจากจะทำให้ใบสะอาดสวยงามแล้ว ยังทำให้พืชสามารถปรุงอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย วิธีล้างใบควรใช้น้ำสบู่อ่อนๆ จะไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อใบ ไม่ควรใช้ผงหรือน้ำยาซักฟอกประเภทกัดรุนแรงโดยเด็ดขาด

6.ส่วนโรคที่พบอยู่เสมอได้แก่โรคโคนเน่า มักเกิดกับพืชในระยะที่เป็นต้นกล้ายังตั้งตัวไม่ได้ แสดงอาการใบเหี่ยว เมื่อดูที่โคนต้นระดับผิวดินจะพบรอยเน่า และต้นล้มตายในที่สุด การป้องกันให้พยายามทำให้บริเวณโคนต้นโปร่ง มีการระบายอากาศดี มีแสงแดดส่องถึง และรักษาผิวหน้าดินปลูกอย่าให้ชื้นแฉะเกินไปนะคะ



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_10.shtml

การให้ปุ๋ยไม้กระถาง

การใส่ปุ๋ยให้แก่ไม้กระถาง ควรพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของเครื่องปลูกเป็นหลักค่ะ เครื่องปลูกที่มีดินร่วน ใบไม้ผุ และปุ๋ยคอก ผสมอยู่ในปริมาณมาก อาจไม่ต้องให้ปุ๋ยเพิ่ม หรืออาจให้บ้างในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนเครื่องปลูกที่มีใบไม้ผุ และปุ๋ยคอกผสมอยู่ในปริมาณน้อย หรือไม่มีเลยก็ควรใส่ปุ๋ยเพิ่มให้เพียงพอต่อความต้องการของพืชน่ะนะคะ


ไม้กระถางในร่ม


โดยทั่วไปการใส่ปุ๋ยให้แก่ไม้ประดับกระถางมักใช้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย (46-0-0) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายยี่ห้อในท้องตลาดค่ะ ปุ๋ยสูตรนี้ จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต โดยใส่หลังจากปลูกประมาณ 3–7 วัน และครั้งต่อไปใส่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อเร่งให้ต้นไม้สร้างใบ แตกยอด กิ่งก้านได้ดีขึ้น เมื่อให้ปุ๋ยทุกครั้งควรรดน้ำตามเสมอ เพราะน้ำจะเป็นตัวละลายให้พืชดูดน้ำไปใช้ได้สะดวก วิธีให้ปุ๋ยยูเรีย อาจจะใช้วิธีหว่านแล้วรดน้ำตามไป หรือละลายปุ๋ยในน้ำแล้วรดก็ได้

ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0
              
การให้ปุ๋ยไม้กระถางประดับในอาคารควรใส่ปุ๋ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ ไม่ควรใส่มากเหมือนไม้กลางแจ้ง เนื่องจากภายในอาคารไม่เหมือนกับสภาพธรรมชาติปกติ จะทำให้พืชยืดลำต้นเร็ว และอ่อนแอไม่ทนต่อโรคแมลง ช่วงการใส่ปุ๋ย ควรใส่ระยะที่นำไม้ออกมาพักฟื้นภายนอกอาคาร ปุ๋ยที่ใช้อาจเป็นปุ๋ยเม็ดสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 โดยใส่ทางดิน ร่วมกับการใช้ปุ๋ยน้ำสูตรไนโตรเจนสูง เช่น 21-13-13 เสริมไปด้วยโดยการฉีดพ่นทางใบสัปดาห์ละครั้ง เมื่อเห็นว่าต้นไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นควรงดปุ๋ยทางใบให้เฉพาะปุ๋ยเม็ดทางดินอย่างเดียว โดยให้ปุ๋ยเคมีทุกๆ 3 เดือน ครั้งละ 1–2 ช้อนชาสำหรับไม้กระถางขนาด 8–12 นิ้ว โดยโรยรอบๆ กระถาง หรือฝังกลบ 2–3 จุด ชิดขอบกระถางปลูก รดน้ำให้ชุ่ม ไม้กระถางในร่มควรให้ปุ๋ยเคมีได้ในช่วงระยะเวลาที่พักไม้หลังจากใช้งานแล้ว ไม่ควรให้ปุ๋ยในระหว่างการตั้งประดับหรือระหว่างการใช้งานนะคะ :)


ตัวอย่างปุ๋ยสูตร 15-15-15 ยี่ห้อหนึ่งที่วางขายในท้องตลาด



ขอบคุณที่มา  http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_09.shtml

การให้น้ำไม้กระถาง

วิธีการให้น้ำไม้กระถาง

1.ควรรดน้ำที่โคนต้น อย่าใช้วิธีฉีดทั้งใบนะคะ เพราะจะทำให้พุ่มและใบกระจายล้มได้ และทำให้น้ำกระจายออกนอกกระถาง ทำให้น้ำซึมได้ไม่ถึงระดับราก

2.ถ้าดินแห้งหดตัวหนีขอบกระถาง จะทำให้น้ำไหลลงรูที่ก้นกระถางหมด และไม่ชุ่มถึงระดับราก ควรพรวนดินให้ฟูก่อนแล้วค่อยรดน้ำให้ชุ่ม

3.ควรใช้น้ำที่ไม่แรง รดช้าๆ จนชุ่ม ไม่ควรฉีดน้ำแรงมากนะคะ เพราะจะทำให้น้ำชะหน้าดินออกจากกระถางทำให้รากลอย และแห้งได้
              
การรดน้ำที่ดีควรรดน้ำแล้วปล่อยให้ใบแห้งก่อนค่ำ เพื่อป้องกันการเกิดโรคในขณะที่ใบพืชชื้น ที่สำคัญก็คือควรพิจารณาตามฤดูกาล และความชื้นของดินเป็นหลัก


              

ไม้กระถางในร่ม ต้องการแสงน้อย เนื่องจากการคายน้ำ การหายใจ การดูดธาตุอาหาร น้อยกว่าไม้กลางแจ้ง การให้น้ำต้องสังเกตความต้องการน้ำของพืชด้วย เช่น สัมผัสดินปลูก ความสดใสของใบ ในขณะที่อากาศแห้ง ถ้าอากาศชื้น-เย็น ควรให้น้ำวันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
              
ไม้กระถางที่มีใบใหญ่ จำนวนใบมาก ใบและต้นมีลักษณะอวบน้ำ จะต้องการน้ำมากกว่าไม้ใบเล็ก หรือจำนวนใบน้อย ความต้องการน้ำนั้นแตกต่างกันตามชนิดของพรรณไม้ค่ะ ไม้กระถางอายุยืน พุ่มใหญ่ ระบบรากสมบูรณ์ จะต้องการน้ำมากว่าไม้กระถางขนาดเล็ก อายุน้อย หรือระบบรากยังไม่เจริญเต็มที่ และความชื้นของดินมีผลมาจากส่วนผสมของดินปลูกที่แตกต่างกัน ดินที่มีส่วนผสมของอินทรีวัตถุ ปุ๋ยคอกและวัสดุอื่น เช่น อิฐมอญทุบ ทราย จะอุ้มน้ำได้ดีกว่าดินร่วนธรรมดา ดินเหนียวระบายน้ำและอากาศได้ไม่ดี ดินแน่นแข็งตัวง่าย ทำให้ระบบรากเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร



              
ชนิดของกระถางมีส่วนสำคัญในการให้น้ำด้วยเช่นกัน เช่น กระถางดินเผามีรูพรุนทำให้การระเหยน้ำได้ง่าย ทำให้เครื่องปลูกแห้งเร็วกว่ากระถางพลาสติก แก้ว หรือโลหะ ดังนั้นไม้ที่ปลูกในกระถางดินเผาจึงควรให้น้ำบ่อยกว่ากระถางชนิดอื่น

ชนิดของพรรณไม้ที่ต่างกันความต้องการน้ำมากน้อยก็แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นจึงมีข้อสังเกตบางประการที่พอจะบอกให้ทราบเกี่ยวกับการให้น้ำแก่พืช โดยดูจากสิ่งต่างๆ ดังนี้

1.ลองคุ้ยผิวดินในระดับความความลึกประมาณครึ่งนิ้ว หากดินแห้งก็ควรให้น้ำได้แล้ว

2.สังเกตดูจากสีของผิวดินหน้ากระถาง ถ้าสีของดินจางลงมาก หน้าดินดูแห้งก็ควรให้น้ำได้แล้ว แต่ถ้าสีของดินยังค่อนข้างทึบแสดงว่าดินยังมีความชื้นอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำขณะนั้น

3.ดินในกระถางเริ่มหดตัวแยกออกจากขอบกระถางแสดงว่าดินแห้ง แต่ลักษณะนี้จะเห็นได้ชัดว่าเครื่องปลูกนี้มีส่วนผสมของดินเหนียวอยู่มาก วิธีแก้จึงควรพรวนดินให้ฟูก่อนรดน้ำ เพื่อให้ดินโปร่งและซับน้ำได้ดีขึ้น



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_08.shtml
             

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีปลูกไม้กระถาง

การปลูกไม้กระถาง นั้น อย่างแรกที่ควรคำนึงถึงก็คือ ขนาดของต้นไม้ และกระถางควรให้เหมาะสมกัน ค่ะ ถ้าต้นไม้ยังเล็กอยู่ก็ใช้กระถางเล็กไปก่อน พอต้นไม้โตพอที่จะเปลี่ยนกระถางจึงเปลี่ยนกระถางตามขนาดของต้นไม้ เนื่องจากการปลูกไม้กระถางเป็นไม้ประดับนั้นต้องการความสวยงามเป็นหลักอยู่แล้ว
              
เคล็ดลับก็คือ ถ้าต้องการให้ต้นไม้ในกระถางโตเร็ว ควรปลูกต้นไม้ต้นเดียวในหนึ่งกระถาง หรือหากต้นไม้ที่เราจะปลูกนั้น เป็นทรงพุ่มแตกกิ่งก้านแผ่มาก ก็ควรปลูกต้นเดียวในหนึ่งกระถางเช่นกัน ส่วนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านน้อยทรงสูง แต่ต้องการให้เป็นพุ่มเพื่อความสวยงามก็ควรปลูกลงหลายต้นในหนึ่งกระถาง จำนวนต้นแล้วแต่ความเหมาะสมระหว่างต้นไม้กับขนาดของกระถาง ถ้าต้นไม้เป็นไม้ทรงสูงมีลำต้นเดี่ยวตั้งตรงแล้วแตกพุ่มตอนบน ก็ต้องปลูกลงต้นเดียวในหนึ่งกระถาง




วิธีการปลูกไม้กระถาง
              
เมื่อเลือกกระถางตามความเหมาะสมกับต้นไม้ที่จะปลูกแล้ว เราก็เริ่มปลูกตามขั้นตอนดังนี้ ค่ะ :)

1.เอาเศษอิฐ หรือเศษกระถางแตกอุดที่รูระบายน้ำที่ก้นกระถางเสียก่อน ถ้าจะให้ดีต้องโรยทับด้วยกรวด อิฐมอญทุบ หรือถ่านอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ได้ เพื่อให้ก้นกระถางโปร่ง และระบายน้ำได้ดี
2.จากนั้นเอาดินหรือเครื่องปลูกที่เตรียมไว้ใส่กระถาง และทำมูลดินเป็นยอดแหลมเท่ากับความลึกของดินที่ปลูก
3.ก่อนปลูกหากไม้มีรากมากเกินไปควรตัดรากเก่าออกบ้าง เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างระบบรากใหม่ที่แข็งแรง และแตกแขนงได้มากขึ้น
4.วางโคนต้นไม้ลงที่ยอดแหลมของมูลดิน และจัดระบบรากให้แผ่ออกรอบด้าน ทิ้งตัวลงตามแนวลาดของมูลดิน
5.เติมดินรอบๆ โคนต้นเพียงเล็กน้อยก่อน แล้วกดดินบริเวณรอบๆ โคนต้นเบาๆ เป็นการไล่โพรงอากาศ และเพื่อให้ดินสัมผัสรากพืชได้กระชับขึ้น
              
จากนั้นเติมดินและกดเบาๆ จนเกือบเต็มกระถาง ให้ระดับดินอยู่ต่ำกว่าขอบกระถางพอประมาณ พยายามอย่าเติมดินจนเต็มหรือพูนกระถางจนเกินไป เพราะเวลารดน้ำจะทำให้น้ำไหลออกนอกกระถางแทนที่จะซึมลงกระถาง แต่ถ้าเติมดินน้อยเกินไปก็จะทำให้ดินยุบตัวจนเกิดรากลอย หรือทำให้บริเวณโคนต้นชื้นเกินไป เป็นสาเหตุให้เกิดโรคราได้ง่ายขึ้นน่ะนะคะ




ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_07.shtml

ข้อดีของการปลูกไม้กระถาง

ไม้กระถาง หมายถึง การนำพรรณไม้บางชนิดมาปลูกลงในกระถาง หรือภาชนะสวยงาม โดยมีจุดประสงค์ก็เพื่อใช้เป็นไม้ประดับ ตกแต่งอาคารสถานที่ที่มีพื้นที่จำกัด และสามารถเคลื่อนย้ายไปประดับในสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย สะดวกในการดูแลรักษา และโยกย้ายสับเปลี่ยนพรรณไม้ได้ตามความพอใจ ในปัจจุบันไม้ประดับกระถางเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายค่ะ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่มีพื้นที่ราคาแพง จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด จึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้มีชีวิตชีวาด้วยการใช้ไม้ประดับกระถางแทนสภาพอื่นที่ขาดหายไป




ข้อดีของการปลูกไม้กระถาง
1.ประหยัดพื้นที่ในการปลูก สามารถตั้งหรือแขวนไว้ในพื้นที่ที่จำกัดได้
2.สะดวกในการโยกย้าย และสับเปลี่ยนพรรณไม้เพื่อประดับตกแต่งก็ทำได้ง่าย
3.ภาชนะปลูกสามารถดัดแปลงมาจากวัสดุเหลือใช้ได้ เช่น กระป๋องพลาสติก และขวดแก้วรูปทรงต่างๆ
4.ไม้กระถางสะดวกในการขยายพันธุ์ ไม่เปลืองวัสดุปลูก และเวลา
5.ไม่แพร่กระจายโรคเร็วเหมือนปลูกในแปลงบนพื้นดิน หากมีอาการผิดปกติเนื่องจากโรคและแมลงก็แก้ไขได้ง่าย
6.คงสภาพและจัดรูปทรงของต้นไม้ได้ดี สามารถนำไปใช้ประดับตกแต่งได้ทุกที่ และสามารถเปลี่ยนแปลงความสวยงามได้ตามต้องการ
7.การดูแลบำรุงรักษาทำได้ง่ายไม่สิ้นเปลืองเวลามาก



ขอบคุณที่มา http://www.panmai.com/PotTechnic/Pot_02.shtml

การปรับปรุงดินเพื่อปลูกไม้กระถาง

เนื่องจากดินที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับอยู่ในพื้นที่จำกัดอย่างกระถาง ดินที่ปลูกจึงควรมีลักษณะร่วน โปร่ง อุ้มน้ำ หรือเก็บความชื้นได้ดีน่ะนะคะ นอกจากนี้แล้วยังต้องสามารถระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีอีกด้วย


ไม้กระถาง

ดินโดยทั่วไปมีคุณสมบัติทางเคมีและทางกายภาพที่แตกต่างกันค่ะ ดังนั้นพื่อให้เหมาะสมกับเป็นเครื่องปลูกไม้ดอกไม้ประดับ จึงต้องมีการปรับปรุงคุณภาพ โดยใช้วัสดุและส่วนผสม ดังนี้

-อินทรีย์วัตถุ ประกอบด้วย เศษซากใบไม้ผุ เปลือกไม้แห้ง แกลบ ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ฟางข้าว และเปลือกถั่ว เป็นต้น

-ปุ๋ยคอก ประกอบด้วย ขี้วัว ขี้ควาย ขี้หมู ขี้ไก่ และขี้ค้างคาว เป็นต้น

-ทราย อิฐป่น และถ่านป่น

วัสดุดังกล่าวเมื่อนำมาผสมกับดินธรรมชาติแล้ว จะมีคุณสมบัติทำให้ดินนั้นเกิดความร่วน โปร่ง มีน้ำหนักเบา อินทรีย์วัตถุนั้นนอกจากจะช่วยปรับสภาพเนื้อดินให้ดีขึ้นแล้ว ยังพบว่ามีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอกไม้ประดับ คือเป็นปุ๋ยโดยตรง ส่วนเรื่องของความเป็นกรด เป็นด่าง (pH) ที่เหมาะสมกับการปลูกไม้ดอกไม่ประดับนั้นเป็นดังนี้ค่ะ

-ไม้ใบกระถาง ควรมีค่า pH อยู่ระหว่าง 5.5-7.5
-ไม้ดอกกระถาง ควรมีค่า pH อยู่ระหว่าง 5.5-6.0



ขอบคุณที่มา หนังสือจัดสวนสวยด้วยตัวเอง

การปลูกไม้กระถาง

ในธรรมชาตินั้น ต้นไม้ จะเจริญเติบโตหรือขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมของพรรณพืชแต่ละชนิดค่ะ แต่การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในกระถาง เป็นการกำหนดให้ต้นไม้ต้องอยู่ในที่ที่จำกัดในภาชนะปลูก ดังนั้น ดินหรือเครื่องปลูกจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดินและเครื่องปลูกนั้นต้องมีคุณสมบัติในการยึดลำต้น การอุ้มน้ำ การถ่ายเทอากาศ และง่ายต่อการชอนไชของราก เนื่องจากรากพืชจะถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่เฉพาะภายในกระถางเท่านั้น


ไม้กระถาง

ดินหรือวัสดุปลูกที่มีคุณภาพดี ควรมีคุณสมบัติดังนี้ค่ะ

1.ควรเป็นดินร่วนโปร่ง น้ำหนักเบา ระบายน้ำได้ดี ถ่ายเทอากาศได้ทั่วถึง และดูดซับน้ำได้ดี
2.ควรมีธาตุอาหาร หรือปุ๋ยที่พืชต้องการอย่างสมบูรณ์
3.ไม่มีความเป็นกรด หรือด่างมากเกินไป
4.มีความแน่นพอ ที่จะยึดให้ลำต้นทรงตัวอยู่ได้
5.ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อรากพืช



ในตอนหน้าเราจะมาดูวิธีการปรับปรุงดินเพื่อใช้ในการปลูก ไม้กระถาง ให้เติบโตสวยงามและแข็งแรงด้วยกันนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมบล้อกสวนแสนรักด้วยดีเสมอมาค่ะ :)



ขอบคุณที่มา หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สวนเปอร์เซีย

ยุคเฟื่องฟูของ สวนเปอร์เซีย อยู่ในช่วง 600-400 ก่อนคริสตกาลโดยมีรูปแบบเฉพาะตัวและเต็มไปด้วยเสน่ห์จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสวนของชนชาติอื่นๆต่อมา สิ่งที่ยืนยันความงามของสวนเปอร์เซียเห็นจะได้แก่คำว่า "สวรรค์" ในหลายๆภาษามีรากศัพท์มาจากคำว่า Pairidaeza ซึ่งเป็นคำที่ชาวเปอร์เซียใช้เรียก "สวน" ตัวอย่างเช่นคำว่า Paradise ในภาษาอังกฤษ Paradis ภาษาฝรั่งเศส Paradisus ภาษาละติน และ Paradisos ในภาษากรีก เป็นต้น


         

ลักษณะพื้นฐานของสวนเปอร์เซีย ถูกสร้างให้เป็นแบบจำลองของระบบจักรวาล (Cosmos) ตามความเชื่อเก่าแก่ สวนมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม แบบสมมาตรและถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนด้วยสายน้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำแห่งสวรรค์ ตรงกลางซึ่งเป็นจุดตัดของสายน้ำเป็นที่ตั้งของน้ำพุแห่งชีวิต

ชาวเปอร์เซียให้ความสำคัญกับบรรยากาศและความมีชีวิตชีวาในสวนเป็นอันมาก เน้นการสร้างร่มเงาจากไม้นานาพรรณ เติมสีสันและกลิ่นหอมด้วยผลไม้ ดอกไม้ เช่น ส้ม ทับทิม และกุหลาบ รวมถึงความสง่างามของปาล์มชนิดต่างๆ เสียงของน้ำที่ไหลรินๆและนกน้อยในกรง ผสานกับปลาหลากสีที่ว่ายวนไปมาล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้สวนกลายเป็นสวรรค์บนดินที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เปี่ยมไปด้วยความงามทั้งรูป รส กลิ่น และเสียง


         

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 กลุ่มชาวอาหรับผู้ใช้ชีวิตรอนแรมอยู่ในทะเลทรายเพื่อเผยแผ่ศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงอาณาจักรเปอร์เซีย และพบว่า สวนเปอร์เซีย นี้ช่างตรงกับลักษณะของสวรรค์ที่บรรยายไว้ในคัมภีร์โกราน (Koran) "สถานที่ที่เต็มไปด้วยร่มเงาอันอุดมไปด้วยผลไม้ ทับทิม และปาล์มนานาชนิด พร้อมกับน้ำพุที่ไหลริน" ผนวกกับภาพสวนที่แสนจะน่าอภิรมย์ราวสรวงสวรรค์ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับทะเลทรายอันแห้งแล้งและร้อนระอุ ทำให้ชาวอิสลามรับรูปแบบสวนเปอร์เซียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสวนในบ้าน ในวัง หรือในสุเหร่า จะคงลักษณะพื้นฐานเดียวกันไว้คือ สวนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกล้อมไว้ด้วยอาคารหรือกำแพง แบ่งพื้นที่เป็นสี่ส่วนเรียกว่า "ชาฮา-บัก" (Chahar Bagh) ตรงกลางเป็นที่ตั้งของน้ำพุหรือบ่อน้ำ สวนอิสลามเน้นความสำคัญของ "น้ำ" ของขวัญจากสวรรค์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต


         

ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 สวนกลายเป็นองค์ประกอบที่ฝังรากลึก ลงในวัฒนธรรมอิสลาม และแผ่อิทธิพลขยายเข้าสู่สวนในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป พร้อมๆไปกับการเดินทางเผยแผ่ศาสนา ของสาวกแห่งท่านศาสดาโมฮัมเม็ดค่ะ



การระบายน้ำในสวน

การไหลของน้ำที่ช้าหรือเร็วเกินไปนั้น อาจทำความเสียหายให้กับสวนสวยๆ ของเราได้ค่ะ ดังนั้นจึงต้องมี การระบายน้ำ ที่ถูกต้อง เพื่อรักษาสภาพของ สวน ให้คงที่อยู่เสมอ ซึ่งการระบายน้ำในสวนของเรานั้นแบ่งออกเป็น 2 วิธีด้วยกัน คือ




-การระบายน้ำทางผิวดิน

หมายถึง การปรับพื้นที่ให้น้ำไหลไปเรื่อย ๆ บนผิวดิน,หญ้า หรือวัสดุอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่เร็วเกินไปนัก นอกเสียจากว่าจะเป็นร่องน้ำ โดยความเร็วของน้ำนั้นก็ขึ้นอยู่กับความลาดเอียงของพื้นที่และความหยาบละเอียดของพื้นผิว น้ำจะขังเป็นตมถ้าไหลช้า และดินจะเกิดเป็นร่องน้ำถ้าน้ำไหลเร็วเกินไป ดังนั้นเราควรปรับความลาดเอียงให้พอเหมาะ เพื่อให้น้ำไหลความเร็วที่ได้ขนาดที่เราต้องการ และได้ปล่อยให้ดินได้ดูดซึมน้ำได้เพียงพอน่ะนะคะ




-การระบายน้ำใต้ผิวดิน

การระบายน้ำใต้ผิวดินโดยปกติแล้วจะระบายในแนวตั้ง หรืออาจจะเปลี่ยนทิศทาง โดยชั้นต่าง ๆ ของวัสดุค่ะ ถ้าใต้ดินเป็นทราย การระบายน้ำก็จะเร็วมาก แต่ถ้าเป็นดินเหนียวการระบายน้ำก็จะช้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกชนิดของต้นไม้ ให้เหมาะกับสภาพดินของสวนนั้น ๆ

ต้นไม้ขนาดใหญ่ชอบการระบายน้ำขนาดปานกลางค่ะ มีบางชนิดเหมือนกันที่อยู่ได้ทั้งการระบายน้ำเร็วและช้า เรื่องนี้อาจทดสอบได้โดยการขุดหลุมและใส่น้ำไว้ ถ้าน้ำซึมหายไปในทันทีทันใด หรือภายในเวลาอันไม่มากนัก แสดงว่าการระบายน้ำเร็วเกินไป แต่ถ้าใช้เวลา 2-3 วันกว่าน้ำจะหมด การระบายน้ำนั้นก็ช้าเกินไป

การระบายน้ำที่เร็ว พบมากในทรายหรือดินปนกรวด อาจทำให้ช้าลงได้ โดยการเติมอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ เช่น ใบไม้ผุ,ดิน ฯลฯ การระบายน้ำที่ช้า พบได้ในดินเหนียว ช่วยได้โดยการผสมทราย,กรวด,หิน เข้าไป เพื่อให้ดินโปร่งขึ้น

ปกติแล้วต้นไม้ชอบดินร่วนค่ะ มีอินทรีย์วัตถุในดินและมีการระบายน้ำไหลผ่านราก นอกจากนั้นแล้วยังต้องการการไหลเวียนของอากาศซึ่งเป็นที่ต้องการของระบบรากเช่นกันน่ะนะคะ


ขอบคุณที่มา หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การปรับพื้นที่เพื่อจัดสวน

การปรับพื้นที่รวมไปถึงการขุดและการถม ก็เพื่อให้ได้ระดับที่ต้องการสำหรับการจัดสวนนั่นเองค่ะ ซึ่งการปรับพื้นที่มีจุดมุ่งหมายหลายอย่าง เช่น ควบคุมการพังทลายของดิน ขุดดินเพื่อทำสระหรือบ่อเลี้ยงปลา ปรับปรุงรูปร่างหรือลักษณะดินของพื้นที่นั้น ๆ  โดยการปรับพื้นที่สามารถใช้เครื่องมือได้หลายชนิด นับตั้งแต่ พลั่วมือ คราด จอบ เสียม หรือหากคุณมีพื้นที่ที่จะทำการจัดสวนค่อนข้างกว้าง ก็อาจจำเป็นต้องใช้รถแทรกเตอร์ขนาดต่าง ๆ และรถปรับดิน ซึ่งหากเป็นเครื่องมือใหญ่ก็คงต้องใช้บริการของผู้รับจ้างหรือนักจัดสวนที่มีความชำนาญงานในด้านนี้มากกว่าน่ะนะคะ





เมื่อมีการปรับพื้นที่และวางตำแหน่งท่อระบายน้ำ,ท่อน้ำ,ท่อไฟ ภายในบริเวณที่จะจัดสวนเรียบร้อยแล้ว เราควรจะคลุมพื้นที่นั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ เพราะจะช่วยป้องกันการชะหน้าดินของฝนและลม ซึ่งอาจจะปูหญ้า ปลูกต้นไม้ หรือทำทางเท้าก็ได้











ขอบคุณที่มา หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การเตรียมดินเพื่อการจัดสวน

สภาวะของดินนั้นเกี่ยวข้องกับอินทรีย์วัตถุ ความหยาบ ความละเอียดและการระบายน้ำของดินค่ะ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยเราอาจจะเลือกต้นไม้ให้เหมาะกับสภาพของดิน หรืออีกวิธีหนึ่งก็อาจจัดสภาพของดินให้เข้ากับต้นไม้ที่เราจะปลูก แต่โดยทั่วไปแล้วจะทำทั้งสองแบบอ่ะนะคะ ขึ้นอยู่กับเหตุผล ข้อมูล รวมไปถึงความต้องการของเจ้าของสวนและผู้ออกแบบ



การปรับปรุงดินเพื่อการจัดสวน ทำได้ดังนี้ค่ะ

-เติมสิ่งที่ขาดลงในดิน เช่น อินทรีย์วัตถุ อาหารทางเคมี (ปุ๋ย)

-ปรับปรุงความหยาบ,ละเอียดของดิน เช่น การใส่ ทราย,ดินเหนียว

-ควบคุมการระบายน้ำ ปรับพื้นผิวการระบายน้ำให้พอเหมาะ ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป

-เปลี่ยนดิน วิธีนี้จะทำก็ต่อเมื่อดินเดิมมีสภาพแย่มากน่ะนะคะ

-ทำปุ๋ยจากเศษใบไม้ผุ,กิ่งไม้ และใบไม้ที่ตัดตกแต่ง




วัสดุและอุปกรณ์อื่น ที่จำเป็นภายในสวนได้แก่ ท่อน้ำ ซึ่งจะใช้รดน้ำในสวน อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ต้นไม้ในสวนเจริญเติบโตเลยก็ว่าได้อ่ะนะคะ นอกจากนั้นก็ยังมี ท่อสายไฟภายในสวน ซึ่งควรใช้ชนิดที่กันน้ำได้ วัสดุอุปกรณ์ทั้งสองชนิดนี้ ควรทำทันทีที่การปรับดินหยาบ ๆ เสร็จแล้ว เพื่อจะช่วยประหยัดและให้ความสะดวกในการทำงานมากขึ้นด้วยค่ะ




ขอบคุณที่มา คู่มือ จัดสวนสวยด้วยตนเอง

การจัดสวนหิน

สวนหิน Rock garden นั้น เป็นสวนที่ใช้หินและกรวดเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดค่ะ โดยเลือกใช้ความหลากหลาย จากลักษณะและชนิดของหินที่แตกต่างกันทั้งสี รูปร่าง และผิวสัมผัส จากนั้นก็นำต้นไม้ มาปลูกประกอบ ให้มีความสัมพันธ์และกลมกลืนกับหินที่เราจัดวางอ่นะคะ อาจจะจัดบนพื้นที่ราบเรียบ หรือเป็นชั้นเป็นเนินก็แล้วแต่นักออกแบบจะสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งแนวคิดนี้ ก็คงหนีไม่พ้นจาก การนำรูปแบบธรรมชาติ เช่น โขดหิน เนินเขา เกาะแก่ง ลำธาร หรือน้ำตก ถอดถ่ายจำลอง เอามาจัดวาง ให้เหมาะสมกับสถานที่ ที่เราจะจัด


สวนหิน
การจัดสวนหิน นั้น อาจมีการวางหินรูปตั้งบ้าง นอนบ้าง ก็แล้วแต่ความเหมาะสม จากนั้นก็นำต้นไม้ มาจัดประกอบ หรืออาจมีวัสดุอื่น ๆ อีก แล้วแต่ความต้องการ บางกรณีสถานที่อาจจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอยู่แล้วอ่ะนะคะ เช่น บ้านพักในชนบทที่ติดกับเขา และธรรมชาติดังกล่าว นักออกแบบสวน อาจจัดบริเวณให้สอดคล้องไปกับธรรมชาติรอบด้าน เช่น หักร้างถางพงเคลียร์พื้นที่รอบ ๆ บริเวณที่พัก คงสภาพหิน หินหรือเนิน ที่เป็นธรรมชาติเอาไว้ และนำต้นไม้ไปแต่งประกอบ แต่อย่างไรก็ต้องคงสภาพของเดิม ตามธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งก็จะเป็นอีกรูปหนึ่ง






ลักษณะสวนหินนี้ ได้รับความนิยมทางประเทศแถบยุโรปมาก่อนค่ะ เรียกว่า Rock Garden การจัดสวน Rock Garden นี้ จะเน้นสร้างความรู้สึก ให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่น มีพลังสนุกสนาน


Rock Garden

ทางแถบเอเชีย จีน และญี่ปุ่นก็นิยมจัดเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะ สวนหินของญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเรียกกันว่า Stone Garden ลักษณะสวนหินของญี่ปุ่นจะเป็นลักษณะพิเศษคือ นอกจากสวนหิน ที่เป็นลักษณะ ลอกเลียนธรรมชาติแล้วยังมี สวนหินที่เป็นลักษณะจินตนาการ ให้ผู้รับได้ใช้ฝึกสมาธิตามลัทธิเซน จะเป็นการจัดในพื้นราบจัดวางหินเป็นกลุ่มเป็นก้อน สมมุติแทนโขดเขาและเกาะแก่ง มีกรวดล้อมรอบ ทำ ริ้วรอยลวดลาย คล้ายสายน้ำและคลื่น สวนหินลักษณะนี้ จะไม่นิยมใช้ต้นไม้ มาประกอบเลย จะดูนิ่ง เพื่อให้ใช้ฝึกสมาธิได้เต็มนั่นเองค่ะ



stone garden


สวนหินญี่ปุ่น (สวนแบบเซน)





ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต