วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พริก


อาหารไทยของเรานั้นมักมี พริก เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกชนิดหนึ่งค่ะ  พริกนั้นเป็นทั้งเครื่องปรุงรสที่ทำให้อาหารอร่อย มีสีสันสวยงาม แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ช่วยบรรเทาอาการหวัด ลดน้ำมูก ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เนื่องจากความเผ็ดร้อนจะช่วยให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง นอกจากนั้นแล้วพริกยังช่วยลดปริมาณคอเรสเตอรอลได้อีกด้วยน่ะนะคะ


พริก ที่ปลูกกันเป็นพืชผักสวนครัวในรั้วบ้านนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภทค่ะ ทั้งพริกที่ให้รสเผ็ด เช่น พริกขี้หนูและพริกชนิดที่ไม่เผ็ด เช่น พริกหวานหรือพริกยักษ์ โดยเฉพาะพริกขี้หนูนั้น ถือเป็นพริกที่มีการปลูกไว้ประจำบ้านกันอย่างแพร่หลาย โดยที่นิยมปลูกก็คือพันธุ์ห้วยสีทน พันธุ์หัวเรือ และพันธุ์จินดาน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกพริกกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ



ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก hilight.kapook.com/view/36297

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกถั่วฝักยาว


ถั่วฝักยาว นั้นสามารถปลูกเป็นพืช ผักสวนครัว ได้ 2 แบบด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ ปลูกแบบใส่กระถางและลงแปลงปลูก ซึ่งทั้งสองแบบนั้นก็มีวิธีและขึ้นตอนการปลูกที่แตกต่างกันด้วยน่ะนะคะ

สำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อย แต่อยากปลูกถั่วฝักยาวไว้รับประทานเอง ก็สามารถเลือกปลูกถั่วฝักยาวในกระถางได้ค่ะ วิธีปลูกถั่วฝักยาวในกระถาง เราจะต้องหากระถางที่มีความกว้างประมาณ 35 ซม. และลึกราว 35 ซม. โดยกะให้มีความจุดินประมาณ 1 ปี๊บ ซึ่งก็จะปลูกถั่วฝักยาวได้ 3 ต้น และเก็บผักสดได้ประมาณ 1 กิโลกรัม



ส่วนผสมของดินปลูกในกระถางจะต้องเป็นส่วนผสมชนิดที่ยอมให้น้ำและอากาศผ่านได้ง่าย ๆ ค่ะ เช่น ขี้เถ้าแกลบ ดินร่วน ทรายหยาบ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก โดยผสมเครื่องปลูกทุกชนิดให้เป็นเนื้อเดียวกัน และผสมน้ำให้ชื้นค่อนข้างมาก แต่ไม่ถึงขั้นขังแฉะ

การปลูกถั่วฝักยาวในกระถางให้หยอดเมล็ดถั่วในกระถาง ๆ ละ 5 เมล็ด ห่างเท่า ๆ กัน กดเมล็ดให้จมลงในดินลึกประมาณ 1 นิ้ว แล้วปักไม้ทำค้างความยาวประมาณ 2 เมตรในกระถาง

ส่วนแบบที่สองซึ่งเป็นการปลูกในแปลงปลูกนั้น ให้ขุดดินลึก 20-30 ซม. ตากแดดไว้สักราว 7-10 วัน รดน้ำทุกเช้า แล้วแบ่งแปลงปลูกขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 15-20 ซม. ใส่ปุ๋ยอินทรีพย์ตารางเมตรละ 5 กิโลกรัม สับดินผสมปุ๋ยให้เข้ากัน หยอดเมล็ดถั่วฝักยาวหลุมละ 5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ ครึ่งเมตร แล้วปักค้างหลุมละ 1 ค้าง

เมล็ดถั่วฝักยาวจะงอกภายใน 4-5 วัน และเริ่มพันค้างในเวลา 15-20 วัน ให้ใช้มีดคม ๆ ตัดต้นไม่สมบูรณ์ออก 2 ต้น ให้เหลือต้นถั่วเพียง 3 ต้น รดน้ำเช้า-เย็น เมื่อถั่วมีอายุ 20-30 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 5-10-5 โดยใส่โคนต้นแล้วพรวนดินกลบ

ถั่วฝักยาว จะเก็บได้เมื่อมีอายุ 45-50 วันน่ะนะคะ และจะสามารถเก็บได้นานราว 20-30 วัน ควรทะยอยเก็บทุก ๆ 2-4 วัน ไม่ควรปล่อยให้ฝักแก่ค้างคาต้น เพราะจะทำให้ได้ผลผลิตน้อยลงค่ะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก oucc1990.wanye68.com

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ถั่วฝักยาว


ถั่วฝักยาว นั้นเป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในบ้านเราค่ะ หลาย ๆ คนคงไม่ทราบมาก่อน ว่าถั่วฝักยาวนั้นเป็นหนึ่งในไม้เลื้อยที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและอินเดีย แต่ก็ชอบขึ้นและเติบโตได้ดีมากในบ้านเรา แม้ว่าจะเป็นพืชผักที่ต้องพบเจอกับโรคและแมลงมากหน่อย อาทิเช่น โรคใบจุด โรคใบด่าง โรคราสนิม อีกทั้งมีแมลงรบกวนหลายชนิดอย่างเช่น หนอนเจาะผัก เพลี้ยอ่อนถั่ว แต่ก็มีการฉีดยาฆ่าแมลงกันเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ถั่วฝักยาวที่มีลักษณะสวยน่ารับประทานมาวางขายตามท้องตลาดน่ะนะคะ

จะทำอย่างไรถ้าเราต้องการ ปลูกถั่วฝักยาว รับประทานเอง เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างและสารเคมีชนิดต่าง ๆ ในถั่วฝักยาวทั่วไปที่มีผู้ปลูกขายให้ได้มากที่สุด นั่นก็คือ การปลูกถั่วฝักยาวเป็นพืชผักสวนครัวนั่นเองค่ะ ในตอนหน้าของบล็อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกถั่วฝักยาวด้วยกันนะคะ






ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกมะเขือเทศ


มะเขือเทศ นั้นสามารถปลูกเป็นพืช ผักสวนครัว ได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ แต่หากจะปลูกในกระถาง ก็ต้องใช้กระถางที่มีขนาดโตสักหน่อย โดยใส่ดินให้เต็มขอบกระถางด้านใน แล้วจึงหยอดเมล็ดลงกลางกระถางหลุมละ 3-5 เมล็ด จากนั้นกลบดินทับบาง ๆ รดน้ำเช้า-เย็น เราก็จะได้ต้นอ่อนของมะเขือเทศที่จะงอกขึ้นมาภายใน 6-9 วันน่ะนะคะ จากนั้นเลี้ยงไว้จนอายุครบ 1 เดือนแล้วเลือกตัดต้นที่เล็กที่สุดออก ให้เหลือต้นแข็งแรงเพียง 1-2 ต้น หรือจะใช้วิธีเพาะกล้าในภาชนะจนมีใบจริง 2 ใบ แล้วจึงย้ายลงปลูกในแปลงก็ได้


มะเขือเทศ เป็นพืชที่ชอบน้ำค่ะ ควรให้น้ำสม่ำเสมอจนกว่ามะเขือเทศจะออกผลแก่ คือผลเริ่มเปลี่ยนสี จากนั้นจึงจะลดการให้น้ำลงเพื่อป้องกันผลแตก

การใส่ปุ่ยให้กับต้นมะเขือเทศ ควรใส่ปุ๋ยขณะกำลังออกดอกติดผลใหม่ ๆ โดยใช้ปุ๋ยเม็ด สูตร 16-16-16 ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ โรยรอบต้นแล้วกลบดินทับ ให้น้ำเช้า-เย็น สัปดาห์ละครั้ง ต่อเนื่องกันนาน 3 สัปดาห์ เมื่อต้นโตขึ้น ควรตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียง 1-2 กิ่งต่อต้น แต่หากเป็นมะเขือเทศสีดาก็ไม่ต้องตัดแต่งกิ่ง


การปลูกมะเขือเทศแบบเก็บผลสดนิยมปลูกขึ้นค้าง โดยเมื่อเห็นว่าต้นเริ่มเลื้อยก็ให้ปักไม้ไผ่ยาว 1 เมตรลงในกระถางหรือแปลงปลูก แล้วผูกต้นให้ติดกับหลัก เพื่อให้สะดวกในการเก็บผล

ผลมะเขือเทศนั้นสามารถเก็บได้เมื่อเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีชมพูหรือสีแดงเรื่อ ๆ ค่ะ โดยผลมะเขือเทศจะใช้เวลาในการเติบโตเต็มที่ประมาณ 45-50 วัน รวมอายุในการปลูกจนเก็บเกี่ยวผลก็จะอยู่ในราว 90 วันน่ะนะคะ


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือปลูกผักสวนครัว

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มะเขือเทศ


มะเขือเทศ นั้นเป็นพืช ผักสวนครัว อีกชนิดที่ได้รับความนิยมปลูกเป็นผักสวนครัวในรั้วบ้านเพื่อใช้ประกอบอาหารและรับประทานผลสดค่ะ



มะเขือเทศ ที่แพร่หลายในประเทศไทย มีอยู่หลายชนิดและหลายขนาดด้วยกัน แต่พันธุ์ที่นิยมนำมารับประทานมากที่สุด ได้แก่พันธุ์สีดา ซึ่งนำมาใส่ในส้มตำ เสียบไม้ปิ้งย่างบาร์บีคิวแบบไทย ๆ ใส่ในซุปไก่ ซุปเนื้อ ทำน้ำพริกอ่อง และทำผัดเปรี้ยวหวาน เป็นต้น

มะเขือเทศมีคุณค่าทางอาหารที่สำคัญก็คือ มี ไลโคฟีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง แถมยังมีวิตามินซี วิตามินเอ กรดซิตริก กรดมาลิก ที่ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรรอลในเลือดและตับอีกด้วย

ในตอนหน้าของสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกมะเขือเทศกันนะคะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว


วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธีปลูกมะระ


มะระ เป็นพืชอายุสั้นที่อยู่ในตระกูลของพืชล้มลุกค่ะ การปลูกมะระเป็นสวนครัวต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของแมลงที่มักจะมารบกวน ทำให้ผลร่วงง่าย

การ ปลูกมะระ นั้น ต้องทำการเพาะเมล็ดก่อนนำไปปลูกในแปลงปลูกน่ะนะคะ โดยจะเพาะเมล็ดในภาชนะ เช่น ถุงพลาสติก ถุงละ 1 เมล็ด หรืออาจจะเพาะในแปลงโดยเรียงแต่ละเมล็ดห่างกันราว 3 ซม.ก็ได้ จากนั้นกลบด้วยดินหนา 2-3 ซม. คลุมด้วยฟาง รดน้ำให้ชุ่ม 2-3 วัน เมื่อต้นกล้างอกและมีใบจริง 2 ใบ หรืออายุราว 8-10 วัน จึงจะย้ายลงแปลงปลูกได้ค่ะ

ต้นมะระ
การปลูกมะเป็นพืชผักสวนครัวเพียงไม่กี่ต้น หรือไม่กี่เถา ไม่จำเป็นต้องเพาะกล้าก็ได้นะคะ เพียงแค่เตรียมดินให้ร่วนโปร่ง ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ตารางเมตรละ 5 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย หยอดเมล็ดมะระหลุมละ 3-4 เมล็ด ที่ความลึก 2-3 ซม. แล้วกลบ รดน้ำเช้าเย็น เมล็ดก็จะงอกภายใน 5-7 วัน เมื่อมะระโตขึ้นมีใบจริง ก็ถอนแยกต้นเล็กกว่าออกไป เหลือไว้เพียง 2 ต้น

มะระ นั้นจำเป็นต้องมีค้างเพื่อให้เถาของต้นเลื้อยขึ้นไปได้ค่ะ ให้ใช้ไม่รวกหรือไม้ไผ่ผ่าซีกเป็นค้าง ปักข้าง ๆ หลุมปลูก คอยดูแลใส่ปุ๋ยคอก 1 กำมือ โดยโรยรอบต้นทุก ๆ 7 วัน หรือใส่ปุ๋ยเคมียูเรียประมาณ 1 ช้อนแกง โรยห่างจากต้น เมื่อมะระอายุได้ 45-50 วัน ก็จะติดดอกและออกผลขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ควรทำการห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อป้องกันแมลงรบกวน และจะทำให้ผลมีสีเขียวน่ารับประทาน

มะระสามารถเก็บเกี่ยวผลได้เป็นรุ่น ๆ ค่ะ รุ่นแรกเรียกว่ามะระตีนดิน มีลักษณะอวบอ้วน ป้อมสั้น ผลอยู่บริเวณโคนเกือบติดดิน เก็บผลได้วันเว้นวัน เมื่อเก็บผลได้ 3 ครั้ง จะเหลือรุ่นเล็ก ซึ่งเรียกว่ามะระปลายเถา ขนาดของผลจะเล็กลง ถ้าบำรุงรักษาอย่างดี มะระแต่ละต้นก็จะเก็บผลได้นานถึง 6 เดือนทีเดียวนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก biogang.net


วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มะระ


มะระ เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีสรรพคุณทั้งในทางยาและใช้ในการประกอบอาหารได้อีกด้วยน่ะนะคะ

คนไทยเรารู้จักและคุ้นเคยกับมะระอยู่สองชนิดด้วยกันค่ะ ได้แก่ มะระจีน และ มะระขี้นก ซึ่งมะระทั้งสองประเภทนี้ก็มีลักษณะแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยมะระขี้นกนั้นเป็นผักพื้นบ้าน ขึ้นได้ทั่วไป จะมีลักษณผลที่ป้อม เล็กและมีรสขมจัด ผิวจะมีลักษณะขรุขระเป็นหนามแหลม เนื้อบาง แต่ก็ปลูกง่ายและผลดก นิยมนำไปลวกรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับผักประเภทต่าง ๆ ส่วนมะระจีนนั้น ผลจะใหญ่กว่ามาก รสชาดขมน้อยกว่า เนื้อหนา นิยมนำมาประกอบอาหารประเภทแกงจืด เช่น แกงจืดมะระยัดไส้หมูสับ มะระต้มจืด หรือนำมาผัดไข่เป็นต้น ส่่วนในทางยา มะระถือเป็นยาเย็น ซึ่งก็จะใช้ในการรักษาคนที่มีอาการ "เย็นพร่อง" น่ะนะคะ

มะระ
มะระ นั้นเป็นพืชล้มลุกอายุสั้นค่ะ ลำต้นเป็นเถาเลื้อย หากต้องการปลูกเป็นผักสวนครัว ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเฝ้าระวังหนอนและแมลงเข้าทำลาย ซึ่งก็จะทำให้ผลร่วงง่าย

ในปัจจุบันนี้มีการวิจัยพบว่า มะระขี้นกนั้น มีสรรพคุณทางยาหลายประการเลยทีเดียวค่ะ อาทิเช่น ช่วยเจริญอาหาร เนื่องจากเนื้อผลมะระมีสารที่มีรสขม จึงกระตุ้นให้น้ำย่อยออกมามากขึ้น ทำให้รับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น และยังมีงานวิจัยบางชิ้นที่ให้ผลทางการวิจัยถึงการยับยั้งเชื้อ HIV หรือเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อีกด้วยนะคะ

ในตอนหน้าของบล็อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกมะระไว้รับประทานเป็นผักสวนครัวด้วยกันนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว,วิกิพีเดีย
ภาพประกอบจาก poonitafarm.blogspot.com/2012/07/10.html

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกแคอท


เนื่องจาก แครอท เป็นพืชที่เติบโตทางราก หรือที่เราเรียกว่าหัวแครอท และหัวแครอทที่สมบูรณ์จริง ๆ นั้น ก็จะมีความยาวได้ถึง 20-25 เซนติเมตร ดังนั้นเมื่อต้องการปลูกแครอทให้ได้หัวที่สมบูรณ์ ก็ต้องเตรียมดินให้มีความร่วนซุยลึกไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร และควรปรับสภาพดินให้เหมาะสม โดยหากเป็นดินเหนียวก็ต้องใส่ปุ๋ยหมักและขี้เถ้าแกลบให้มากพอเสียก่อน

แครอท
เมล็ดแครอทนั้นมีขนาดมากค่ะ ดังนั้นเมื่อจะทำการปลูกจึงควรหว่านกระจายให้สม่ำเสมอบนแปลงเพาะกล้า โดยต้องผสมทรายหยาบปนกับเมล็ดในอัตรา 3 ต่อ 1 ก่อนหว่านรดน้ำหน้าดินให้ชุ่ม ปาดหน้าดินให้เรียบเพื่อไม่ให้เมล็ดไหลลงรูดินลงไปลึกจนโผล่ไม่พ้นแปลงปลูก เมื่อหว่านเมล็ดแล้ว จึงทำการกลบทับด้วยปุ๋ยหมักเบา ๆ รดน้ำ ปิดทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น

ควรหมั่นรดน้ำบนกระดาษที่ปิดหน้าแปลงปูกประมาณ 4 วันค่ะ จากนั้นจึงเปิดออก ก็จะเห็นต้นกล้าเล็ก ๆ งอกขึ้นมา จากนั้นก็หมั่นดูแลรดน้ำวันละ 3 ครั้ง เช้ากลางวันเย็น เพื่อให้รากแก้วที่จะเติบโตเป็นหัวแครอทเจริญเติบโตได้ดี หากมีการรดน้ำบำรุงดี รากแก้วจะโตลึกลงไปในดินในแนวตั้งอย่างรวดเร็ว เพียง 25-30 วัน รากแก้วจะโตได้ถึง 10-15 เซนติเมตร ขณะที่ต้นเหนือพื้นดินสูงแค่ 10-15 เซนติเมตรเท่านั้น จากนั้นรากแก้วก็จะขยายตัวในด้านข้าง และเปลี่ยนจากสีขาวมาเป็นสีส้ม และเราต้องทำการถอนแยกเพื่อทำการจัดระยะปลูกใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ต้นแครอทเจริญทางลำต้นและไม่ลงหัว โดยสามารถถอนแยกได้ 2 ระยะด้วยกันได้แก่

  1. ถอนแยกเมื่อต้นมีอายุนับจากวันงอก 20 วัน ลำต้นสูงราว 10-15 เซนติเมตร โดยถอนเอาต้นที่บอบบาง ลำต้นทอดยาว 1-1.5 เซนติเมตรออกให้หมด เพราะเป็นต้นที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง
  2. ถอนแยกเมื่อต้นมีอายุ 40-50 วัน หากต้องการหัวเล็ก ๆ สำหรับรับประทานสดเป็นคำ ๆ แล้วปล่อยให้หัวอื่น ๆ เจริญเติบโตต่อ
การเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวเมื่อ แครอท มีอายุได้ราว 85-90 วันค่ะ โดยรดน้ำแปลงปลูกให้ชุ่มเพื่อให้ดินอ่อนตัวลง ใช้มือรวบใบให้หมดแล้วถอนขึ้นมาจากดินในแนวตั้ง นำหัวไปล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้ผิวแห้งสนิทดี แล้วใช้ฟิล์มถนอมอาหารห่อให้แนบสนิท แช่ไว้ในช่องแช่ผักในตู้เย็น เพื่อนำไปประกอบอาหารได้นาน ๆ น่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก foodslender.com

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แครอท


แครอท จัดว่าเป็นไม้ล้มลุกประเภทหนึ่งทางแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางค่ะ มีลำต้นหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าแท่งดินสอหรือที่เราเรียกว่า แครอทเบบี้ ไปจนถึงขนาดใหญ่ มีอายุโดยเฉลี่ย 1-2 ปี โดยมีหัวซึ่งก็คือรากแก้วที่เจริญเติบโตอยู่ใต้ดินเป็นสีส้ม และมีลำต้นเหนือพื้นดินยาวเพียงแค่ 1 เซนติเมตรเท่านั้น

แครอท
ปัจจุบันนี้มีการค้นคว้าจนพบว่า ต้นแครอท มีคุณค่าทางสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นสารวิตามินเอได้โดยเอนไซม์ในลำไส้ของคน และเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นแอนตี้ออกซิเดนท์ (antioxidant) ซึ่งทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระ ตัวการทำให้เกิดความแก่ชรา และเป็นต้นเหตุทำให้เซลล์ในร่างกายของคนบางส่วนกลายเป็นโรคมะเร็ง ปัจจุบันจึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้รับประทานแครอทกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินเอ ซึ่งช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทนท้านโรคหวัด ป้องกันอาการผิดปกติในกระดูก ป้องกันโรคผิวหนัง และช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย

ต้นแครอทนั้นเป็นพืชที่ปลูกง่ายค่ะ ไม่มีศัตรูพืชที่เป็นแมลงรบกวน และสามารรถปลูกเป็นไม้ประดับได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แครอทพันธุ์ที่ทนร้อนซึ่งสามารถปลูกเป็น สวนครัว ได้ตลอดทั้งปี

ในตอนหน้าของบล็อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกแคอทไว้เป็นพืชผักสวนครัวในรั้วบ้านกันนะคะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์ฺเน็ต
อ้างอิงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว






วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กระเทียม


กระเทียม นั้นเป็นทั้งผักและยาค่ะ กระเทียมมีชื่อเสียงในด้านการช่วยละระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับคลอเรสเตอรอล และยับยั้งเส้นเลือดตีบ ฯ นอกจากนี้ยังใช้เป็นผักปรุงรสอาหาร ทั้งต้นและหัวสดได้อีกด้วย

ประเทศไทยของเรานั้นปลูกกระเทียมได้ดีในภาคเหนือค่ะ เนื่องจากกระเทียมชอบอุณหภูมิที่ต่ำและต้องการช่วงกลางวันยาวเพื่อลงหัว

กระเทียม

การปลูกกระเทียมเป็นพืช ผักสวนครัว ส่วนใหญ่แล้วมักจะปลูกเพื่อนำต้นสดมารับประทานมากกว่า กระเทียมนั้นขยายพันธุ์ด้วยหัวหรือกลีบ ซึ่งกลีบจะมีระยะฟักตัวราว 1-2 เดือน หลังจากวันที่เก็บเกี่ยว และควรปลูกในช่วงฤดูหนาว โดยการเตรียมดินปลูกด้วยการขุดดินลึก 30-40 เซนติเมตร ยกแปลงปลูกกว้างราว 1 เมตร แล้วใส่ปุ๋ยหมักคลุกให้ทั่วกับดิน เมื่อให้น้ำพอดินเปียกหมาด ๆ แล้วก็ให้นำเอากลีบกระเทียมมาปักลงบนดินที่เตรียมไว้ โดยเว้นระยะระหว่างหัว 5-10 เซนติเมตร ระหว่างแถวราว 50 เซนติเมตร รดน้ำแล้วคลุมหน้าดินด้วยหญ้าหรือฟาง ให้น้ำเช้าเย็นเป็นประจำ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวต้นมาทำอาหารได้เมื่ออายุประมาณ 55-60 วันน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก bewty-drink.blogspot.com/2012/05/garlic.html

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หอมแดง


คนไทยของเรานั้น นิยมนำ หอมแดง มาเป็นส่วนประกอบของเครื่องแกงเผ็ดค่ะ นอกจากนี้ก็ยังสามารถนำไปใส่ในไข่เจียวหมูสับ ซุปหางวัว หรือรับประทานสดโดยฝานเป็นแว่นบาง ๆ ร่วมกับแหนมสด เมี่ยงคำ ปลาเค็มทอดบีบมะนาว ได้อีกด้วย

หอมแดง
นอกจากนี้แล้ว หอมแดง ยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทหลนทุกอย่าง ใช้เป็นเครื่องของนมหวาน เช่น หอมแดงซอยเจียวใส่ในข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง ขนมหม้อแกง และไข่ลูกเขย

หอมแดงนั้นนอกจากจะเป็นส่วนประกอบของอาหารแล้ว ยังให้สรรพคุณทางยารักษาโรค ใช้ลดไข้และรักษาแผล ช่วยละระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งเส้นเลือดอุดตัน รับประทานเป็นยาขับลม แก้หวัดคัดจมูก แก้อาการอักสบต่าง ๆ ได้อีกด้วย

การปลูกหอมแดงเป็นพืช ผักสวนครัว ในรั้วบ้านนั้น ควรเตรียมดินปลูกในแปลงแล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้ทั่วถึง สับคลุกหน้าดินให้ลึกราว 10 เซนติเมตร แล้วจึงเกลี่ยผิวดินให้เรียบพร้อมปลูก

ก่อนปลูกควรรดน้ำแปลงปลูกให้ดินชุ่มชื้นค่ะ จากนั้นนำหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอาส่วนโคนหรือที่เคยเป็นที่ออกรากเก่าจิ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว เว้นระยะปลูกระหว่างหัวประมาณ 10 เซนติเมตร และควรระวังอย่ากดแรงนักจะทำให้ลำต้นหรือหัวชอกช้ำจะทำให้ไม่งอก หรืองอกรากช้า หลังจากปลูกเสร็จให้ทำการคลุมแปลงปลูกด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและคุมวัชพืช จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ๆ ต้นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ทำการปลูกซ่อมทันที

หัวหอมแดงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุ 2-3 เดือนน่ะนะคะ โดยเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องนำมาผึ่งลมในที่ร่มให้ใบเหี่ยวแห้งจากนั้นก็มัดเป็นจุก แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่ม เช่นใต้ถุนบ้าน ให้มีลมโกรก เพื่อระบายความชื้นจากหัวและใบหอม ระวังไม่ให้ถูกแดด ฝนหรือน้ำค้าง เพื่อไม่้ให้หัวหอมเกิดโรคราสีดำและเน่าเสียหายเช่นเดียวกับกระเทียมค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก khonkaset.com
ภาพประกอบจาก nanagarden.com

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ตำลึง


ตำึลึง นั้นเป็นผักสวนครัวที่ส่วนใหญ่แล้วมักขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบท เรานึงหาตำลึงมาประกอบอาหารรับประทานไ้ด้ไม่ยากนัก หากแต่ถ้าเราอยู่ในเมืองใหญ่ อาจจะลำบากในการเสาะหาตำลึงตามธรรมชาติอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้น ปัจจุบันนี้จึงมีการปลูกตำลึงเพื่อนำมาขายเป็นผักสวนครัวกันเป็นอาชีพ

ตำลึง
ผักตำลึง เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เบต้าแคโรทีน ซึ่งมีประโยชน์มากต่อสายตา ก้านซึ่งมีเส้นใยมากสามารถดักจับไนเตรทได้ดี จึงมีผลทำให้ลดความเสี่ยงจากมะเร็งในกระเพาะอาหาร ใบตำลึงสามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ แม้แต่ตำรายากลางบ้านก็ยังใช้ผลตำลึงในการแก้โรคเบาหวาน

ตำลึงนั้นเป็นพืชผักที่โตเร็วค่ะ ในวัน ๆ หนึ่ง ตำลึงอาจโตได้ถึง 10 เซนติเมตร ดังนั้นการปลูกตำลึง จึงต้องปลูกในกระถางทรงสูง หรือภาชนะที่ใหญ่พอสมควร อาจจะปลูกไ้ว้ัที่ราวระเบียงบ้าน หรือแขวนห้อยไว้เอาไว้ก็ได้

วิธีการปลูกตำลึงนั้น สามารถปลูกได้สองวิธีค่ะ นั่นก็คือปลูกด้วยการตัดกิ่งมาจากเถาที่ใบไม้เว้าเป็นร่อง เถานี้จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 7-10 มิลลิเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ใช้โคนปักลงดินปลูกโดยตรง โดยควรปลูกหน้าฝน ซึ่งต้นตำลึงจะโตได้เร็วกว่าช่วงอื่น ๆ ประมาณ 20-25 วัน กิ่งชำก็จะแตกกิ่งก้านมีรากพร้อมปลูก ตำลึงไม่ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ ดังนั้นดินปลูกก็ต้องร่วนโปร่งและระบายน้ำได้ดีนะคะ

วิธีที่สองก็คือ การปลูกตำลึงด้วยเมล็ดค่ะ วิธีนี้ทำได้ง่าย โดยครั้งแรกให้หาเมล็ดจากต้นตำลึงข้างทาง โดยลูกตำลึงจะเป็นสีแดงอยู่บนต้น นำมาแกะก็จะพบเมล็ดอยู่ภายใน นำเมล็ดมาเพาะให้เป็นต้นตำลึงเพื่อปลูก แต่วิธีนี้จะใช้เวลานานหน่อยในการปลูก และต้องคอยเวลาให้ลูกตำลึงแก่จัด แถมยังต้องคอยแย่งกับนกด้วย เนื่องจากนกเองก็ชอบกินลูกตำลึงสุกเช่นกัน

หลังจากปลูกต้นตำลึงแล้ว ควรใส่ปุ๋ยบำรุงสูตร 16-16-16 กระถางละ1 ช้อนบ่อย ๆ ค่ะ จากนั้นก็รดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 1 เดือนก็จะสามารถเก็บยอดได้ ช่วงแรกเมื่อเห็นตำลึงออกดอกให้เด็ดดอกทิ้งทั้งหมด เพื่อไม่ให้ต้นเลี้ยงดอกและลูก ก็จะทำให้เราสามารถเก็บยอดตำลึงกินได้ตลอดทั้งปีนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://agri.kps.ku.ac.th/agri_pratom6/Ivygourd.html


วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ผักโขม

ผักโขม ผักขม หรือผักโหม นั้น เป็นผักที่นอกจากจะมีรสชาดอร่อยแล้ว ยังอุดมด้วย วิตามินเอ กรดโฟเลต แคโรทีน โปรแตสเซียม และเบต้าแคโรทีน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์อยู่มากอีกด้วยค่ะ สำหรับผักโขมที่ปลูกกันอยู่ในบ้านเรานั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดด้วยกัน คือผักโขมชนิดใบเขียว หรือผักโขมสวน ซึ่งขึ้นได้ดีในทุกภาค สามารถเก็บยอดอ่อนมาประกอบอาหารรับประทานได้เรื่อย ๆ และมีอายุยาวกว่าผักโขมชนิดอื่น

ผักโขม
ผักโขม ชนิดที่สอง คือ ผักโขมใบสามสี จะมีลักษณะต้นที่เล็กออกดอกง่าย จึงควรรีบเก็บเกี่ยวไปประกอบอาหารก่อนออกดอก โดยการเก็บจะเก็บทั้งต้นและรากคล้ายการเก็บผักบุ้งจีน ผักโขมชนิดนี้มีอายุประมาณ 40 วัน

ผักโขม ชนิดสุดท้าย ก็คือ ผักโขมไต้หวัน หรือผักโขมจีนใบขาวค่ะ ลักษณะใบจะเป็นใบที่ใหญ่และหยิกย่นคล้ายใบผักกาด ต้องรีบเก็บไปทำอาหารก่อนการออกดอกเช่นกัน ผักโขมชนิดนี้มีอายุประมาณ 40 วัน

ผักโขมทั้งสามชนิดชอบแสงแดดจัดค่ะ หรืออาจปลูกได้ในที่ที่มีแสงแดดครึ่งวัน วีธีการปลูกก็เหมือนกับพืชผักสวนครัวอื่น คือให้หว่านเมล็ดในแปลงปลูกหรือภาชนะเพาะประมาณ 4-5 วัน ต้นอ่อนก็จะงอก ระหว่างการเจริญเติบโต ควรรดน้ำเช้า-เย็น หมั่นกำจัดวัชพืช เมื่ออายุได้ 40 วันแล้ว จึงสามารถเก็บเกี่ยวมาประกอบอาหารได้ทั้งสามชนิดน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

ผักตังโอ๋


ผักตังโอ๋ นั้นนิยมนำเอาต้นอ่อนและใบมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ เนื่องจากเป็นผักที่มีรสชาดอร่อย เนื้อใบนุ่ม นิยมทำแกงจืดหมูสับ ใส่ในต้มเลือดหมู หรือนำมาผัดรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็ได้ นอกจากนี้แล้วตังโอ๋ยังมีสรรพคุณเป็นยาเย็นที่ช่วยแก้ร้อนใน และมีวิตามีซีรวมไปถึงแคลเซียมสุงอีกด้วย

ผักตังโอ๋
ต้นกำเนิดของผักตังโอ๋นั้น ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยค่ะ แต่จะมีปลูกมากทั้งในจีนและญี่ปุ่น เป็นผักที่นับเป็นเครือญาติกับ เบญจมาศ เก๊กฮวย สำหรับในไทยของเรานั้น สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ยกเว้นทางภาคใต้ เนื่องจากผักชนิดนี้ชอบอากาศหนาว และเป็นผักที่ชอบแดด จึงมักนิยมปลูกกลางแจ้ง หรือได้รับแสงครึ่งวันก็สามารถปลูกได้

การปลูก ตังโอ๋ ควรเตรียมดินในแปลงปลูกให้ลึกราว 20 เซนติเมตรค่ะ ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกจำนวน 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ปรับผิวดินให้เรียบ หว่านเมล็ดบาง ๆ ให้กระจายทั่วถึงกัน แล้วกลบเมล็ดด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกบาง ๆ อีกครั้ง รดน้ำจนดินชุ่มแล้วควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดทับให้แนบกับผิวดินแปลงปลูก โดยมีเศษวัสดุหนัก ๆ ปิดทับไว้เพื่อกันลมพัดกระดาษหนังสือพิมพ์ปลิวน่ะนะคะ

เมื่อรดน้ำทับกระดาษหนังสือพิมพ์เช้าเย็นติดต่อกัน 4 วัน ให้เปิดกระดาษหนังสือพิมพ์ออกค่ะ ผักตังโอ๋จะขึ้นมาสม่ำเสมอกันทั่วแปลง ควรเก็บวัชพืชออกจากแปลงปลูกให้หมด เพื่อป้องกันการแย่งอาหารและศัตรูพืช

ผักตังโอ๋ จะสามารถเก็บเกี่ยวมาประกอบอาหารได้เมื่อมีอายุนับจากวันงอกราว 40 วันค่ะ วิธีเก็บเกี่ยวควรใช้มีดบางคมตัดโคนต้นใต้ใบ และเลือกตัดแต่ต้นใหญ่ออกมาก่อนโดยปล่อยให้ต้นเล็กเจริญเติบโตต่อไปน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก คู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://talk.mthai.com/topic/101170

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ผักชีฝรั่ง


ผักชีฝรั่ง นั้น แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฝรั่ง แต่ก็เป็นผักที่พบได้มากในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น เช่นภาคเหนือ และเป็นผักที่สามารถนำมาประกอบอาหาร เป็นเีครื่องเคียงเพิ่มรสชาด ดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ให้กับอาหารประเภท ต้มยาำ ลาบ หมูน้ำตก เนื้อน้ำตก ต้มแซบอีสาน ซุปหน่อไม้ ได้อีกด้วยน่ะนะคะ

ผักชีฝรั่ง
การ ปลูกผักชีฝรั่ง นั้นทำได้ง่ายมากค่ะ วิธีการก็คือ ให้เพื่อน ๆ ไปเลือกซื้อผักชีฝรั่งที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาดหรือตามศูนย์อาหารในห้างก็ได้ เลือกเอาชนิดที่มีรากติดมาด้วย จากนั้นก็ให้นำส่วนของใบมาประกอบอาหาร และตัดส่วนโคนที่เหลือไปทำการชำในกระถาง ขนาด 6-12 นิ้ว โดยใช้เครื่องชำเป็นขี้เถ้าแกลบผสมทรายหยาบในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน หรือใช้ดินถุงทั่วไปก็ได้ เมื่อปลูกต้นผักชีลงไป ก็ทำการรดน้ำให้ดินชุ่มและครอบปากกระถางไว้ด้วยถุงพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น นำกระถางไปตั้งบริเวณที่โดนแดดบ้างในลักษณะกึ่งร่มกึ่งแดด ทิ้งไว้ 20 วัน ผักชีฝรั่งก็จะแตกรากใหม่แตกกอใหม่ จากนั้นให้นำถุงพลาสติกออก หมั่นรดน้ำพรวนดิน ต้นผักชีฝรั่งก็จะโตจนสามารถเก็บมาประกอบอาหารได้อีกครั้งหนึ่งน่ะนะคะ



ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

วิธีปลูกผักชี


ผักชี นั้น สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกประเภทค่ะ ตามปกติแล้วผักชีสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ปริมาณการเก็บเกี่ยวจะน้อยลงเมื่อเข้าฤดูแล้ง จึงทำให้ผักชีมีราคาแพง

ปัจจัยที่จะทำให้การปลูกผักชีได้ผลดีที่สุด ต้องเริ่มที่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่แน่ใจว่ามีการงอกสูงมาปลูกค่ะ พันธุ์ของผักชีที่นิยมปลูกกันก็ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์สิงคโปร์ พันธุ์สิงคโปร์เมล็ดดำ พันธุ์ใต้หวัน และัพันธุ์แอฟริกา

ผักชี
การปลูกผักชีเป็นพืช ผักสวนครัว ในรั้วบ้านนั้น ควรใช้วิธีการหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูกนะคะ โดยการนำเมล็ดพันธุ์มาบีบให้แตกเป็นสองซีกแล้วนำไปแช่น้ำพอท่วม ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง จึงนำมาผึ่งลมให้แห้ง เคล้ากับทรายหรือขี้เถ้า เมื่อเมล็ดเริ่มงอก จึงนำไปหว่านในแปลงปลูกแล้วคลุมด้วยหญ้าแห้ง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน

ผักชีนั้นต้องการปุ๋ยเพิ่มเติมด้วยเช่นกันค่ะ การใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยคอกใส่รองพื้นตั้งแต่ตอนที่เตรียมดินก่อนปลูก เมื่อปลูกจนแตกใบแล้วจึงใช้ปุ๋ยหมัก หากต้องการเร่งให้ต้นเติบโตเร็ว ก็ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต โดยผสมกับน้ำ 3-4 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ ทำการฉีดพ่นในแปลงปลูก

ดินที่สามารถปลูกผักชีให้งอกงามดีคือดินร่วน เนื่องจากผักชีเป็นผักที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งต้นและราก การปลูกในดินร่วนทำให้เราสามารถดึงต้นผักชีออกมาได้สมบูรณ์ทั้งสองส่วน

เราสามารถเก็บเกี่ยวผักชีเมื่อผักชีมีอายุประมาณ 40-60 วัน โดยก่อนถอนควรรดน้ำให้ดินชุ่มเสียก่อน จากนั้นจึงดึงถอนขึ้นมาทั้งต้นและราก เพื่อใช้ในการประกอบอาหารได้อย่างที่ต้องการน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

ผักชี

ผักชี นั้นเป็นผักที่ถูกนำไปใช้ประกอบอาหารในหลาย ๆ อย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการปรุงรส ปรุงกลิ่น แต่งสีสัน หรือแต่งหน้าอาหารเพื่อให้ดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นผักสดที่ให้คุณค่าทางอาหารแล้ว ยังทำให้อาหารชนิดนั้น ๆ สวยงามขึ้นอีกด้วย

ผักชี

มีน้อยคนนักนะคะ ที่จะรู้ถึงสรรพคุณของผักชี เนื่องจากคิดว่าผักชีก็แค่ผักโรยหน้าให้อาหารสวยงามตามธรรมดา แต่คุณสมบัติของผักชีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราก็คือ การช่วยย่อยอาหาร และทำให้ท้องไม่อืดไม่เฟ้อ โดยทางประเทศแถบยุโรป ได้มีการใช้ลูกผักชีในการแก้ปวดท้องอีกด้วย

ผักชี นั้นปลูกขึ้นได้ในดินทุกประเภทค่ะ สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แม้่ว่าช่วงฤดูแล้งจะทำให้ปริมาณของผักชีที่ออกสู่ท้องตลาดน้อยลง ทำให้ผักชีมีราคาสูง ดังนั้นผักชีจึงเป็นผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่สวนแสนรักแนะนำให้ปลูกเอาไว้ในรั้วบ้านเพื่อใช้ประกอบอาหารรับประทานเองน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกผักชีด้วยกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่้มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกผักบุ้งจีน


ผักบุ้งจีน นั้นเป็นผักที่ปลูกง่าย เติบโตเร็วค่ะ การ ปลูกผักบุ้งจีน สามารถใช้เมล็ดพันธุ์และท่อนพันธุ์ปลูกได้ โดยเตรียมดินผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และย่องร่องแปลงปลูกให้สูงประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นจึงทำร่องตามขวางหรือตามยาวแปลงตื้น ๆ โดยมีระยะห่างระหว่างแถว 10-15 เซนติเมตร หยอดเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งในรุ่องทุกระยะ 1-2 เซนติเมตรตลอดแนวความยาวของแปลง แล้วกลบด้วยดินจากแปลงทับเมล็ดบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยหญ้าแห้ง,ฟาง หรือกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน

ผักบุ้งจีน

สำหรับการปลูกด้วยท่อนพันธุ์ให้ตัดต้นผักบุ้งออกเป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละ 20 เซนติเมตร แล้วปักลงดินที่รดน้ำจนชุ่มไว้แล้ว โดยปักห่างกันราว 5-10 เซนติเมตร หลังจากนั้นหมั่นรดน้ำบ่อย ๆ ผักบุ้งก็จะออกรากอย่างรวดเร็วตามข้อน่ะนะคะ

ต้นผักบุ้งจีนนั้นชอบดินที่ชื้นแฉะค่ะ จึงควรรดน้ำบ่อย ๆ หากขาดน้ำจะทำให้ต้นไม่โตและแข็งกระด้าง วิธีใส่ปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยยูเรียหว่าน แล้วรดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยเกาะที่ใบ และควรให้ปุ๋ยตั้งแต่ผักบุ้งเริ่มมีใบจริง หรืออายุราว 5-7 วัน จากนั้นก็ให้อีกทุก 3-5 วัน

การดูแลผักบุ้งจีน ควรดูแลไม่้ให้มีหญ้าขึ้นมาแย่งอาหารและดูแลไม่ให้มีแมลงมากัดกินใบหรือเมล็ดที่ยังไม่งอก เมื่อปลูกได้ราว 25-30 วัน ก็สามารถเก็บผักบุ้งจีนมาทำอาหารรับประทานได้ โดยตัดต้นให้เหลือแต่ตอเพื่อให้แตกใหม่ หรือจะถอนทั้งรากก็ได้ หากปล่อยให้ต้นผักบุ้งมีอายุเลย 30 วัน ต้นก็จะเริ่มทอดยอดและเลื้อยไปตามผิวดิน ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการเก็บมาัรับประทานเนื่องจากต้นจะเหนียว แข็ง และมีรสชาดไม่อร่อยค่ะ


อ้างอิงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผักบุ้งจีน

ผักบุ้งจีน นั้นเป็นผักยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นิยมนำมาประกอบอาหารเพื่อบริโภคกันเป็นจำนวนมากค่ะ ผักบุ้งจีนนั้นเป็นพืชน้ำและกึ่งบกกึ่งน้ำ ที่มีชาวจีนนิยมนำมาปลูกและขายในเมืองไทยมากว่า 10 ปี มีลำต้นอ่อน กลวง ลอยน้ำได้ และมีอายุยืนยาว เวลาเก็บขายก็จะทำการถอนทั้งต้นให้มีรากติดมาด้วย เมื่อซื้อแล้วพ่อค้าแม่ค้าก็จะตัดโคนส่วนที่เป็นรากทิ้งให้เสร็จเรียบร้อย

ผักบุ้งจีน

พันธุ์ของผักบุ้งจีนนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ พันธุ์ใบแคบปลายใบแหลม ซึ่งชอบขึ้นในดินที่เปียกชื้น และพันธุ์ใบกว้าง ที่ชอบขึ้นและเจริญเติบโตบนผิวน้ำ

ผักบุ้งจีน นั้นนอกจากจะเป็นผักที่มีรสชาดอร่อย สามารถนำมาทำอาหารได้อย่างหลากหลาย ก็ยังมีสรรพคุณเป็นยาลดน้ำตาลในกระแสงเลือดสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย เนื่องจากโครงสร้างภายในของผักบุ้งจีน มีสารคล้ายอินซูลีน ทั้งยังเหมาะที่จะรับประทานเพื่อบำรุงสายตา และบรรเทาอาการร้อนในได้อีกด้วย


เรีียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://missveggie.igetweb.com/


วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกกุยช่าย


กุยช่าย ที่ปลูกเป็นพืชผักสวนครัวนั้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีหยอดเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรงเลยค่ะ แต่เนื่องจากเมล็ดกุยช่ายนั้นเล็กมาก จึงต้องเตรียมดินให้ละเอียดไม่ให้มีรูดิน แล้วหยอดเมล็ดโดยจัดระยะปลูกให้ห่างกันราว 10-15 เซนติเมตรในแถว ส่วนระหว่างแถวให้ปลูกห่างกันประมาณ 20-40 เซนติเมตร

การปลูกกุยช่าย
ก่อนหยอดเมล็ดกุยช่าย ให้ผสมปุ๋ยคอกกับดินให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยปุ๋ยคอกอีกชั้นหนึ่ง เมื่อต้นกุยช่ายงอกแล้ว ก็ไม่ต้องถอนแยกแต่อย่างใด เมื่อจะปลูกครั้งต่อไปก็ไม่ต้องใช้เมล็ดอีกแล้วค่ะ แต่ให้ตัดแยกกอเดิม ให้มีลำต้น 2-3 ต้น ตัดใบออกครึ่งหนึ่งแล้วนำมาปลูก โดยจัดระยะปลูกระหว่างแถวและต้นเหมือนที่ปลูกด้วยเมล็ดในครั้งแรก ปักให้ต้นกุยช่ายนั้นลึกลงไปในดินประมาณ 4 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักทุก 3 เดือนและรดน้ำพรวนดินตามปกติ

โดยทั่วไปชาวสวนนั้นจะตัดต้น กุยช่าย ไปขายก่อนที่ต้นกุยช่ายจะออกดอกค่ะ โดยตัดติดผิวดินในแปลงปลูกเลย แล้วเอากระถางดินเผาชนิดไม่มีรูก้นกระถางครอบต้นที่ตัด ต้นกุยช่ายก็จะโตขึ้นมาโดยไม่โดนแสง และอาศัยอาหารที่สะสมที่หัวสร้างต้นและใบขึ้นมาใหม่ เมื่อต้นสูงดันยอดกระถาง จึงนำกระถางออกแล้วตัดขายได้อีกครั้งหนึ่งน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือกสนปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์ฺเน็ต

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กุยช่าย

กุยช่าย นั้น เป็นผักที่อยู่ในตระกูลเดียวกับกระเทียม ต้นหอม หัวหอมใหญ่ ค่ะ เนื่องจากต้นและใบมีกลิ่นหอม ชาวจีนและญี่ปุ่นจึงนิยมตัดเอาใบไปทำอาหาร แล้วทิ้งส่วนหัวไว้ใต้ดิน เพื่อให้หัวนั้นผลิใบและลำต้นขึ้นมาอีก จึงจัดเป็นพืชที่มีอายุยืนนานน่ะนะคะ

กุยช่าย
กุยช่าย เป็นผักที่มีลักษณะแตกต่างกันถึง 3 ชนิดค่ะ นั่นก็คือ

1. เป็นกุยช่ายต้นเขียว ใบแบนยาว นิยมนำไปทำขนมกุยช่าย หรือเป็นผักเคียงในก๋วยเตี๋ยวผัดไทยและหมี่กะทิ
2. เป็นกุยช่าย ที่มีใบแบนยาวเช่นกันค่ะ แต่ลำต้นจะเป็นสีขาวอมเหลือง นิยมนำมาผัดหมูกรอบกินกับข้าวต้ม
3. เป็นกุยช่ายที่มีดอก เรียกว่าดอกกุยช่าย ก้านดอกสีเขียวเข้ม ต้นเป็นเหลี่ยม ตรงส่วนปลายเป็นดอกตูมสีขาวหม่น เมื่อเก็บมาจากต้นใหม่ ๆ แล้วนำมาผัดกับเนื้อหมู หมูกรอบ ตับหมู กุ้ง จะอร่อยหวานและกรอบมากไม่มีเส้นใยให้ต้องคายชาน แต่ถ้าเก็บมาหลายวันแล้วนำมาทำอาหาร ก็จะมีเส้นใยมาก นิยมเรียกผักไม้กวาด เพราะแข็งและเหนียวเหมือนไม้กวาดทางมะพร้าว

นอกจากนี้แล้วการรับประทานกุยช่ายยังให้ผลทางยาด้วยค่ะ อาทิเช่น ต้นและใบ ใช้แก้โรคนิ่ว เมล็ด เป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายและพยาธิแส้ม้า แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก  แก้อาการฟกช้ำ แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย รักษาโรคหูน้ำหนวก บำรุงน้ำนม เป็นต้น

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกกุยช่ายไว้เป็นพืชผักสวนครัวกันนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกขึ้นฉ่าย

นอกจาก ขึ้นฉ่าย นั้น จะเป็น ผักสวนครัว ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดแล้ว จากการวิจัยยังพบว่าขึ้นฉ่ายนั้น มีสรรพคุณทางยาอีกด้วยค่ะ สรรพคุณทางยาสมุนไพรของขึ้นฉ่ายนั้นก็คือ ช่วยลดความดันโลหิต เนื่องจากสารบางชนิดในขึ้นฉ่ายทำให้หลอดเลือดขยายตัว จึงป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด เหมาะสำหรับคนเป็นโรคไต เพราะเป็นผักที่มีโซเดียมน้อยมาก แถมยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

ต้นขึ้นฉ่ายในแปลงปลูก
การปลูกขึ้นฉ่าย ควรยกแปลงดินที่ปลูกให้สูงกว่าปกติสักหน่อยเพื่อระบา่ยน้ำ ผสมปุ๋ยหมักคละเคล้ากับดินให้เข้ากันให้มีความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อให้ดินอุดมด้วยธาตุอาหาร จากนั้นจึงรดน้ำแปลงปลูกด้วยฝักบัวตาถี่ ๆ บาง ๆ ให้ผิวดินมีความชุ่มชื้นขึ้นโดยปรับหน้าดินให้เรีียบ

เนื่องจากเมล็ด ขึ้นฉ่าย มีขนาดเล็กมาก ก่อนหว่านจึงต้องนำมาผสมทรายหยาบที่ร่้อนแล้ว 1:3 ส่วน ทำการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลง ตบเมล็ดและทรายให้จมลงในแปลงดิน และรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นคลุมด้วยหนังสือพิมพ์หรือหญ้าแห้ง รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 40 วัน เมื่อต้นงอกออกมาแข็งแรงดีแล้วจึงแยกต้นไปปลูกเป็นกอ ๆ กอละ 2-3 ต้น โดยปลูกให้ห่างกันกอละ 10-15 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีใส่บ้างทุกครั้งที่ทำการพรวนดินค่ะ จากนั้นเมื่อขึ้นฉ่ายอายุได้ 90 วันหลังย้ายปลูก จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้วิธีรดน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนถอนออกมาทั้งรากน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย นั้นสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทยค่ะ แ้ม้ว่าจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว แต่ก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยขึ้นฉ่ายที่คนไทยเรานิยมปลูกก็มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ ขึ้นฉ่ายจีน(พื้นเมือง) ซึ่้งเป็นขึ้นฉ่ายต้นเล็ก ก้านใบเล็กผอมยาว ใบและก้านใบ รวมทั้งก้าน ลำต้น มีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย นิยมนำมารับประทานเป็นผักสดประเภทยำ เช่น ยำหมูยอ ยำปลาทู ยำปลากรอบ ยำปลาสลิด เป็นต้น

ขึ้นฉ่าย
ส่วน ขึ้นฉ่าย อีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันก็คือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง หรือขึ้นฉ่ายหัวค่ะ ขึ้นฉ่ายชนิดนี้มีลักษณะก้านใบอวบใหญ่ ชนชาติฝรั่งและญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มซอสมะเขือเทศ,มันสตาร์ด หรือทำสลัด

ขึ้นฉ่ายนั้น ชอบขึ้นในดินที่ชุ่มชื้นและสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุค่ะ อีกทั้งยังต้องการแสงสว่างกึ่งร่มกึ่งแดด หรือหากได้รับแสงแดดเต็มวันก็เติบโตได้แม้ว่าจะไม่ดีเหมือนการปลูกแบบแรก ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกต้นขึ้นฉ่ายเอาไว้เป็นผักสวนครัวในรั้วบ้านของเรากันนะคะ

แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้าค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวปูเล่

ต้นปูเล่ นั้น เป็นพืชและผักสวนครัวที่นอกจากจะปลูกง่าย โตเร็ว ยังให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมายด้วยน่ะนะคะ ต้นที่อายุเพียงเดือนกว่า ๆ จะแตกใบใหม่วันละ 2 ใบทุกวัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้ปูเล่มีใบที่อัดกันแน่นเหมือนหัวกะหล่ำปลี และสามารถเก็บไปทำอาหารได้ทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ โดยปลิดครั้งละ 5-6 ใบ ด้วยการเด็ดใบล่างก่อน

การเก็บใบ ปูเล่ จะใช้วิธีโน้มใบล่างของต้นปูเล่ลงไปจนก้านใบหักออกจากต้นค่ะ ซึ่งการเด็ดใบแต่ละครั้ง ให้เหลือใบไว้กับต้นไม่น้อยกว่า 10 ใบ เพื่อให้ต้นโตต่อไปได้ ซึ่งถ้าหากเราปลูกไว้หลาย ๆ ต้น ก็จะสามารถเก็บใบไปประกอบอาหารหมุนเวียนได้บ่อยและตลอดไป

นอกจากนี้แล้วต้นปูเล่ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ก็จะมีลำต้นที่สูงมากกว่า 1 ฟุต น่ะนะคะ ดังนั้นถ้าลำต้นเริ่มเอียงทำมุม 45 องศากับพื้นที่วางตั้งกระถาง ก็จะแตกกิ่งแขนงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราก็สามารถตัดกิ่งแขนงเหล่านี้ไปปลูกลงกระถางใหม่ได้ ซึ่งถือว่าเป็นพืชผักที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก ๆ อีกชนิดหนึ่งค่ะ

ต้นปูเล่


เรีียบเรียงข้อมูลจาก คู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกปูเล่

ต้น ปูเล่ ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันนี้แบ่งได้ออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือต้นปูเล่ที่มีลักษณะหัวห่อคล้ายกะหล่ำปลี และต้นปูเล่ที่มีใบเป็นก้านยาวคล้ายคะน้า ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์จากปูเล่ชนิดแรก

ปูเล่
การปลูกต้นปูเล่ไำว้เป็น ผักสวนครัว นั้น ควรปลูกไว้ในกระถางค่ะ เนื่องจากทำให้เราดูแลรักษาได้ง่าย โดยปลูกในกระถางปากกว้างราว 12 นิ้ว และควรเตรียมดินในมีลักษณะร่วนโปร่ง เพื่อให้ระบายน้ำและอากาศได้ดี โดยผสมดินเข้ากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก,ขี้เถ้าแกลบ และทรายหยาบที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งดินที่ผสมแล้วนี้เมื่อเรารดน้ำ น้ำก็จะซึมถึงก้นกระถางอย่างรวดเร็ว และทำให้ดินเปียกชุ่มเสมอกัน เหมาะกับนิสัยการเจริญเติบโตของปูเล่

ต้นปูเล่นั้นค่อนข้างเติบโตเร็วค่ะ ต้นที่มีอายุเดือนกว่า ๆ จะแตกใบใหม่วันละ 2 ใบทุกวัน ลักษณณะเช่นนี้ทำให้ใบอัดตัวกันแน่น กลายเป็นหัวกะหล่ำปลี และการที่มีใบเยอะ ก็ทำให้การเจริญเติบโตของรากดีด้วยเช่นกัน รากจึงดูดซับน้ำและธาตุอาหารได้มาก ดังนั้น ควรปลูกในกระถางที่มีจานรองน้ำเสมอเพื่อไม่ให้ต้นปูเล่ขาดน้ำ อันจะทำให้ต้นปูเล่เกิดอาการเฉา ทรุดโทรมได้ง่ายน่ะนะคะ

สำหรับบางบ้านนั้นก็นิยมปลูกต้นปูเล่เอาไว้เป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งด้วยเช่นกันค่ะ หากต้องการให้ต้นปูเล่ดูสวยงามเป็นปลีเหมือนดอกกุหลาบ ก็ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และควรใส่ปุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16 กระถางละ 2 ช้อนชา เดือนละครั้ง แต่ไม่ควรใส่ปุ๋ยชิดโคนต้นนะคะ เพราะอาจทำให้โคนเน่าและต้นปูเล่ตายได้ค่ะ

ในตอนหน้าของบล็อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวปูเล่ด้วยกันนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://www.bankasetporpeang.com/webboard/index.php?topic=530.15

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปูเล่

ปูเล่ นั้นเป็น ผักสวนครัว อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสวนแสนรักอยากจะแนะนำให้ทำการปลูกไว้เป็นผักสวนครัวในรั้วบ้านค่ะ เนื่องจากปูเล่เป็นผักที่มีรสชาดอร่อย สามารถเก็บใบไปรับประทานได้ตลอดทั้งปี (โดยเด็ดใบล่างขึ้นไปเรื่อย ๆ) ปลูกครั้งหนึ่ง ๆ มีอายุยืนยาวไม่ต่ำกว่า 2 ปี แถมมีแขนงที่ขึ้นตามลำต้นที่เราสามารถแยกไปปลูกขยายเพื่อเพิ่มจำนวนได้อีก การที่ปูเล่เติบโตได้ดี ปลูกง่ายในกระถาง จึงเหมาะสำหรับสวนครัวที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดน่ะนะคะ

ปูเล่
ปูเล่ มีชื่อเรียกอีกชนิดหนึ่งว่า กุเหล่ ค่ะ เนื่องจากเป็นผักสวนครัวที่พบมากทางภาคใต้ คำว่า กุเหล่ นี้แปลว่า กะหล่ำปลี คาดว่าเป็นพืชผักที่มีการนำมาปลูกจากประเทศจีน ในช่วงที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐาน โดยชาวจีนได้ปลูกใส่กระถางไว้บนเรือและเก็บบริโภคระหว่างการเดินทาง นอกจากจะมีรสดชาดอร่อย เก็บรับประทานได้นานวันแล้ว ยังมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน โดยปูเล่ 100 กรัม ให้พลังงาน 30 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 23 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม แคลเซียม 151 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 4.5 กรัม โพแทสเซียม 54 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.11 มิลลิกรัม วิตามินซี 63 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.07 มิลลิกรัม

ที่สำคัญก็คือปูเล่ยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วยค่ะ การรับประทานปูเล่ซึ่งมีเบต้า-แคโรทีนสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ แถมยังมีวิตามินซี ซึ่งช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันและโรคหวัด และมีแคลเซียมช่วยในการบำรุงกระดูกอีกด้วยนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกต้นปูเล่ด้วยกันค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=16331.0
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกผักกวางตุ้ง

กวางตุ้ง พันธุ์ที่นิยมปลูกนั้นมีหลายพันธุ์ค่ะ เช่น กวางตุ้งพันธุ์ดอก จะเป็นพันธุ์ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยว 30-40 วัน ,พันธุ์ใบ มีหลายพันธุ์ ลักษณะแตกต่างกัน มีทั้งพันธุ์ก้านใบแบน เช่น ผักกาดฮ่องเต้ พันธุ์ก้านใบมน และพันธุ์ก้านใบกลม ได้แก่ พันธุ์ผักกาดกวางตุ้งที่จำหน่ายตามร้านค้าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป พันธุ์เหล่านี้อายุเก็บเกี่ยวราว 40-50 วัน

ผักกวางตุ้ง

การเตรียมดินสำหรับปลูก ผักกวางตุ้ง นั้น ต้องเตรียมดินให้มีความโปร่ง โดยไถตากหน้าดินไว้ประมาณ 7 วัน ไถพรวนเพื่อกำจัดแมลง โรคและวัชพืชอีกราว 1-2 ครั้ง จากนั้นยกร่องขุดหน้าดินลึกสักประมาณ 20-25 เซนติเมตร แล้วทำการหยอดเมล็ดผักกวางตุ้งลงหลุมละ 3-5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ 20-25 เซนติเมตรเช่นกัน โดยแต่ละแถวควรห่างกันประมาณ 40-50 เซนติเมตรน่ะนะคะ 

หลังจากหยอดเมล็ดลงหลุมแล้วก็ให้กลบดินบาง ๆ และรอจนกว่าต้นกล้าจะงอกได้ราว 15 วัน จึงจะทำการถอนแยกให้เหลือเพียงหลุมละต้น รดน้ำเช้า-เย็นทุกวัน โดยการทำบังแดดให้ด้วย เมื่อครบ 5 วันแล้ว จึงนำเอาที่บังแดดออกให้กวางตุ้งได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ใส่ปุ๋ยยูเรียโดยผสมน้ำรดโคนต้นและพรวนดินบ้าง เพื่อใ้ห้กวางตุ้งเติบโตได้ดี

เมื่อกวางตุ้งอายุได้ราว 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วค่ะ โดยการใช้วิธีตัดบริเวณโคนต้นด้วยมีดคม ๆ เพราะจะไม่ทำให้ต้นช้ำเสียหายเหมือนการใช้วิธีดึงเอานั่นเองน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผักกวางตุ้ง

ผักกวางตุ้ง หรือ ผักกาดเขียวกวางตุ้ง เป็นพืชผักที่มีอายุปีเดียว ที่ใช้ส่วนของใบและก้านใบในการบริโภคค่ะ ผักกวางตุ้งเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากจะมีปลูกกันมากทางแถบมณฑลกวางตุ้งของจีน ฮ่องกง ไต้หวันแล้ว คนไทยเราก็นิยมบริโภคกันมาก เนื่องจากมีรสดชาดที่หวาน กรอบ ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว และนำมาประกอบอาหารได้หลายหลาก ทั้งประเภท ผัด แกงจืด ผักจิ้ม สามารถปลูกได้ทุกฤดู จึงนิยมปลูกกันทั่วประเทศทั้งในรูปของสวนผักเพื่อการค้า และสวนผักในรั้วบ้านเพื่อบริโภคกันในครอบครัว

ผักกวางตุ้ง
ผักกาดเขียวกวางตุ้งที่ปลูกมีอยู่หลายชนิดด้วยกันค่ะ ที่นิยมปลูกและบริโภคกันมากคือ ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบ สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีธาตุอินทรีย์วัตถุสูง มีความชื้นพอเพียง และมีแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้ง จะอยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส แต่ก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีเช่นกันน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกผักกวางตุ้งกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรียบเรียงข้อมูลและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำดอก

เนื่องจาก กะหล่ำดอก จะมีหลายพันธุ์ เช่นเดียวกับพืชผักในตระกูลกะหล่ำ พันธุ์ของกะหล่ำดอกจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ตามอายุดังนี้

1. กะหล่ำดอกพันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นคือ ประมาณ 60-75 วัน ได้แก่ พันธุ์เออลี่ สโนว์บอลล์ (Early snowball) มีอายุการ เก็บเกี่ยว ประมาณ 60-75 วัน พันธุ์ Burpeeana มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 58-60 วัน และพันธุ์ Snow drift มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 63-78 วัน

2. กะหล่ำดอกพันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลางคือ ประมาณ 80-90 วัน ได้แก่ พันธุ์ Snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Halland erfurt improve มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Cauliflower main crop snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน

3. กะหล่ำดอกพันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานประมาณ 90-150 วัน ได้แก่ พันธุ์ Winter มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน และพันธุ์ Putna มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน



วิธีการเก็บเกี่ยว ให้สังเกตได้จาก ขนาดของดอกที่มีขนาดโตเต็มที่ และเป็นก้อนแน่นก่อนการยืดตัวไปเป็นช่อดอกค่ะ ทั้งนี้อาจจะนับจากจำนวนวันที่ดอกเริ่มเจริญพอสังเกตเห็นได้ และนับต่อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็เก็บเกี่ยวได้หากอากาศไม่หนาวเกินไป นอกจากนั้นอาจสังเกตได้จาก อายุการเก็บเกี่ยวของ กะหล่ำดอก แต่ละพันธุ์ โดยพันธุ์เบาจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วันหลังจากย้ายกล้า และพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วันหลังจากการย้ายกล้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการเก็บเกี่ยวก็ให้ใช้มีดตัดดอกกะหล่ำ โดยตัดให้มีส่วนของใบบริเวณใกล้ดอกติดมา ด้วยสัก 2-3 ใบนะคะ เพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการขนส่ง และเพื่อจะเก็บไว้รับประทานได้นาน และควรเลือกตัดดอกที่ยังอ่อนแต่โตเต็มที่แล้วคือ สังเกตจากดอกกำลังมี สีครีม และหน้าดอกเรียบค่ะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.vegetweb.com/
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วิธีปลูกกะหล่ำดอก

วิธีปลูก กะหล่ำดอก นั้น จะใช้วิธีเพาะกล้าในแปลงเพาะ หรือภาชนะทรงปากว้างก่อนก็ได้ค่ะ โดยทำการเตรียมดินด้วยกันย่อยดินให้ละเอียดผสมปุ๋ยคอกและขี้เถ้าแกลบให้เข้ากัน ขุดหลุมให้ห่างกันราว 5 เซนติเมตร แต่ละแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ด กลบดินเบา ๆ แล้วรดน้ำเช้าเย็น เมื่อต้นกล้างอกแล้วจึงถอนแยก ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ก่อนจะทำการถอนย้ายไปปลูกในแปลงจริงเป็นลำดับถัดไป

กะหล่ำดอก
และเนื่องจาก กะหล่ำดอก  เป็นผักที่มีทรงดอกค่อนข้างใหญ่น่ะนะคะ ดังนั้น การปลูกจึงต้องเตรียมดินให้ร่วนโปร่ง และลึกไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร รดน้ำจนดินชุ่ม ขุดหลุมให้กว้างและลึกราว 10-15 เซนติเมตร ปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ระหว่างแถวห่างกัน 60 เซนติเมตร ความกว้างของแปลงยกร่องราว 4-5 เมตร หลังปลูกไม่ต้องให้น้ำมากนักในระยะตั้งตัว เพื่อป้องกันโรคเน่าและเชื้อรา ส่วนช่วงที่ออกดอกจะขาดน้ำไม่ได้เลย เพราะเป็นช่วงที่ต้องการน้ำมากขึ้น

การใส่ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก็ได้ โดยใส่รองก้นหลุม และเมื่ออายุ 30-40 วันหลังปลูก โดยโรยใส่ข้างต้นแล้วพรวนดินกลบ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำดอกด้วยกันนะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก นั้น เป็น ผักสวนครัว อีกชนิดที่มีผู้นิยมปลูกไว้รับประทานหรือซื้อหามารับประทานกันเป็นอย่างมากค่ะ เนื่องจากกะหล่ำดอกมีรสชาดที่อร่อย สามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิด ทั้งผัด แก สตู ดอง หรือแม้ใช้เป็นผักเครื่องเคียงก็ยังได้

กะหล่ำดอก

ส่วนใหญ่แล้ว กะหล่ำดอก นั้นมักต้องปลูกในฤดูหนาวค่ะ เพราะเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็นเหมือนกะหล่ำปลี แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการวิจัยจนได้พันธุ์ใหม่ ๆ อีกหลายพันธุ์ ซึ่งสามารถปลูกได้ทุกฤดู ขอเพียงแต่มีอากาศที่เย็นสักหน่อยในช่วงกลางคืนเท่านั้น 

กะหล่ำดอก มีลำต้นที่สูงประมาณ 40-55 เซนติเมตร ขนาดดอกหนักประมาณ 0.5-1.20 กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร และมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-90 วัน เป็นพืชผักที่ใช้บริโภคส่วนของดอกที่อยู่บริเวณปลายยอดของลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวถึงเหลืองอ่อน อัดตัว กันแน่น อวบและกรอบ เรียกว่า ดอกกะหล่ำ ถ้าหากปล่อยให้เจริญเติบโตพัฒนาต่อไป ก็จะเป็นช่อดอก และ ติดเมล็ดได้

นอกจากกะหล่ำดอกจะมีรสชาดที่ถูกปากผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผักที่มีประโยชน์กับร่างกายคนเราอีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ จากผลการวิจัยพบว่า กะหล่ำดอกมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็ง (carcinogen) ออกจากเซลร่างกายคนเราได้ นั่นคือ สารซัลโฟราเฟน และทำให้มีการผลิตเอมไซม์-phase II ในร่างกายมากขึ้น สามารถไปลดการผลิตเอ็มไซม์-phase I ที่เป็นอันตราย (เอ็มไซม์ชนิดหลังนี้สามารถไปทำอันตรายต่อสารพันธุกรรมภายในเซล) และยังมีวิตามินซีสูงมาก โดยดอกกะหล่ำ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 96 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าที่ร่างกายเราต้องการใน 1 วัน คือ 60 มิลลิกรัม เสียอีก จึงช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้ด้วยน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกกะหล่ำดอกด้วยกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ





เรียบเรียงข้อมูลและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี ธรรมดา ๆ ที่ปลูำกกันทั่วไปนั้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุประมาณ 60 วันหลังการปลูกค่ะ หากเป็นกะหล่ำปลีพันธุ์หนักก็จะต้องใช้เวลานานกว่านี้กว่าเท่าตัว วิธีการเลือกเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี ก็ให้เลือกหัวกะหล่ำที่มีลักษณะแน่น โดยใช้มีดคัตเตอร์ตัดให้มีใบนอกหุ้มหัวติดมาด้วย เพื่อเป็นตัวกันกระแทกไม่ให้ส่วนในช้ำ และมีเคล็ดลับว่า หากจะตัดหัวกะหล่ำมาทำอาหาร ก็เพียงตัดเอาแต่เฉพาะหัวด้านในตรงที่เป็นหัวกลม ๆ ออกมาเท่านั้นก็พอ ส่วนตอที่เหลือก็จะแตกแขนงและมีหัวใหม่ให้เราเก็บได้อีก

กะหล่ำปลี
กะหล่ำปลี นั้นเป็นผักที่มีรสชาดดี และมีคุณค่าทางอาหารสูงค่ะ คือนอกจากจะอุดมไปด้วยวิตมินซีแล้วก็ยังมีสารที่ช่วยการต่อต้านการก่อตัวของมะเร็งได้อีกด้วย แถมยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลายหลากและมีอายุและการเก็บรักษาได้นานวัน จึงเป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่น่าจะปลูกไว้รับประทานในครัวเรือนนะคะ :)

เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกกะหล่ำปลี

การปลูก กะหล่ำปลี เป็น ผักสวนครัว นั้น เราจะต้องเริ่มต้นที่การเพาะเมล็ดเพื่อให้ได้กล้าในกระถางก่อนค่ะ โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายหรือหยอดลงหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ 5-10 เซนติเมตร แล้วหว่านดินผสมปุ๋ยหมักกลบหน้าบาง ๆ ก่อนใช้หญ้าแห้งหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ปูทับด้านบนสัก 2 ชั้น แล้วรดน้ำให้ชุ่มเสมอจนกว่าเมล็ดจะงอก


เมื่อเมล็ดงอกแล้วราว 20-25 วันจึงย้ายไปปลูกในแปลงหรือกระถางขนาดใหญ่ค่ะ โดยหากปลูกลงดิน ระยะห่างระหว่างต้นควรอยู่ราว ๆ 40-75 เซนติเมตร แต่ละแถวห่างกันประมาณ 60-70 เซนติเมตร และควรทำร่มบังแดดให้สัก 3-4 วัน เพื่อให้ต้นกล้าไม่โทรมแดด

สำหรับการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มหลังจากปลูกได้ราว 15-20 วันค่ะ โดยใส่ปุ๋ยพวกยูเรียซึ่งจะทำให้ได้ใบงาม ช่วงอายุ 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ยคอกต้นละ 1 กำมือก็ได้ และทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยต้องกลบดินไว้ วันรุ่งขึ้นจึงจะรดน้ำน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลีกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ :)


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://www.jeban.com/userfiles/uploads/2008/04/cabbage_jeban.com_1.jpg

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี นั้นเป็นผักที่มีมีรสดชาดอร่อย รับประทานได้ทั้งดิบและสุก มีคุณค่าทางอาหารสูง ปลูกง่าย มีอายุการเก็บรักษาได้นานวัน ดังนั้นจึงเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกทั้งเพื่อเป็นอาชีพและปลูกเพื่อรับประทานกันในครัวเรือนน่ะนะคะ

สมัยก่อน กะหล่ำปลีมักจะปลูกได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว เนื่องจากกะหล่ำปลีจะชอบอากาศหนาวเย็นและความชื้นสูง อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 7.2-29.4 °C และต้องไม่เกิน 37.7 °C เพราะจะทำให้ได้ผลผลิตไม่ดีหรืออาจตายได้ ดังนั้น จึงมีการปลูกกะหล่ำปลีเฉพาะทางภาคเหนือของบ้านเรา ต่อมาได้มีการคิดค้นพันธุ์ที่ทนร้อนขึ้นค่ะ เราจึงเห็นการปลูกกะหล่ำปลีได้ในหลายพื้นที่และปลูกได้ในหลายฤดูกาล

กะหล่ำปลี ที่นิยมปลูกนั้นมีหลายพันธุ์ด้วยกันค่ะ อาทิเช่น กะหล่ำปลีแบบธรรมดา ซึ่งมีผู้นิยมปลูกกันมาก เนื่องจากทนร้อนได้ดี ขายง่าย มีหลายลักษณะ ทั้งแบบหัวกลม หัวแป้น หัวแหลมรูปหัวใจ ใบมีสีเขียวแก่และเขียวอ่อน ส่วนกะหล่ำปลีสีแดงก็มีการปลูกรองลงมาค่ะ ลักษณะจะไม่ออกแดงเสียทีเดียว แต่จะออกไปทางสีม่วงทับทิม ลักษณะหัวค่อนข้างกลม แต่พันธุ์นี้ต้องการอากาศหนาวเย็นพอสมควรในการปลูก

กะหล่ำปลี
อีกชนิดหนึ่งก็คือกะหล่ำปลีใบย่น จะมีลักษณะใบที่หยิก ย่น และเป็นคลื่น ชนิดนี้ต้องปลูกในที่เย็นจึงจะเจริญเติบโตได้ดี กะหล่ำปลทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าจะแบ่งอายุตามการเก็บเกี่ยวก็จะแบ่งได้เป็นสามแบบด้วยกัน นั่นก็คือ แบบพันธุ์หนัก อายุการเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลาง อายุเก็บเกี่ยว 80-90 วัน และพันธุ์เบา อายุการเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ที่นิยมที่สุดก็จะเป็นพันธุ์เบาน่ะนะคะ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่สามารถปลูกได้แม้จะมีอากาศไม่หนาวเย็นเท่าใดนัก

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกกะหล่ำปลีไว้ในสวนครัวบ้านเรากันค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวผักคะน้า

ผักคะน้า นั้น ถือเป็นผักยอดนิยมในการนำมาประกอบอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคชนิดหนึ่งทีเดียวนะคะ เรานิยมรับประทานกันทั้งคะน้าต้นเล็กและต้นใหญ่ ซึ่งการปลูกก็จะแตกต่างกันเล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามความต้องการของผู้ปลูก นั่นก็คือคะน้าต้นเล็กจะใช้วิธีปลูกให้แต่ละต้นมีความถี่ ชิดกันค่อนข้างมาก ในขณะที่หากอยากปลูกคะน้าต้นใหญ่ไว้รับประทานก็ต้องปลูกเว้นระยะให้ห่างกว่าชนิดแรก

ผักคะน้า
แต่การปลูกคะน้าทั้งสองวิธีนั้น ก็จะมีอายุของการเก็บเกี่ยวเท่า ๆ กันค่ะ นั่นก็คือ จะเก็บเกี่ยวได้เมื่อปลูกไปแล้ว 45-60 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันหมดทั้งแปลง แต่หากต้องการยืดอายุให้เก็บเกี่ยวคะน้าได้หลายเดือน ก็ต้องใช้มีดที่คม,บาง และสะอาด ตัดให้เหลือใบที่โคนต้นอย่างน้อย 2 ใบ ซึ่งต่อมาตรงมุมใบทั้งสองก็จะแตกต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ มุมใบละ 1 ต้น เว้นระยะอีก 1 เดือนก็สามารถตัดได้เป็นครั้งที่สอง และตัดทิ้งไว้อีกต้นละ 2 ใบ คะน้าก็จะแตกยอดใหม่มาเป็น 4 ยอดเรื่อย ๆ จนถึงครั้งที่ 3 ระหว่างนี้หากต้นคะน้าเกิดอาการโทรม ก็ควรหมั่นละลายปุ๋ยยูเรียรดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต้นคะน้า ก็จะแข็งแรงขึ้นและเก็บเกี่ยวต่อไปได้อีก ไม่น้อยกว่า 5 ครั้งเลยทีเดียวค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://www.sanyasi.org/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกคะน้า

เรานิยมบริโภค คะน้า กันทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ค่ะ ดังนั้น หากจะปลูกเป็นผักสวนครัวที่บ้าน ก็ควรที่จะแยกปลูกเป็น 2 แปลงน่ะนะคะ ทั้งนี้ต้นคะน้าจะใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับระยะที่ปลูกว่าปลูกห่างและถี่เท่าใด หากปลูกให้แต่ละต้นชิดกันมาก ต้นก็จะเล็ก และหากเว้นระยะการปลูกระหว่างต้นให้มากหน่อย ต้นก็จะโตเท่ากับที่มีขายตามท้องตลาด

ผักคะน้า
การเตรียมดิน ปลูกคะน้า นั้น จะต้องทำการพรวนดินให้ร่วนละเอียดเสียก่อนค่ะ เนื่องจากเมล็ดของคะน้ามีขนาดเล็กและกลม หากไม่พรวนดินให้ละเอียดก็จะทำให้เมล็ดร่วงลงไปอยู่ใต้ดินลึกเกินไป จนเมล็ดงอกไม่พ้นผิวดิน ต้นอาจจะไม่งอก หรือหากงอกเราก็จะได้ต้นกล้าคะน้าที่อ่อนแอ เจริญเติบโตไม่ค่อยดีเนื่องจากคะน้าใช้สารอาหารในเมล็ดหมดเสียก่อน

หลังจากพรวนดินให้ละเอียดแล้วควรหว่านปุ๋ยคอกผสมกับดินให้เป็นเนื้อเดียวกัน ลึกราว 10 เซนติเมตรค่ะ โดยใช้ปุ๋ยคอก 3-4 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร จากนั้นจึงหว่านเมล็ดคะน้าลงไป และกลมเมล็ดอีกครั้งด้วยปุ๋ยหมักบาง ๆ รดน้ำด้วยบัวตาถี่จนชุ่ม

ต้นกล้าคะน้าจะเริ่มงอกหลังจากหว่านได้ราว 7 วันค่ะ หากต้องการคะน้าต้นเล็กก็ไม่ต้องถอนแยก แต่หากต้องการคะน้าต้นใหญ่จะใช้วิธีปลูกโดยการหยอดเมล็ดเป็นหลุม ๆ ระยะห่างระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ดแทน เมื่อคะน้าเริ่มงอกจึงเด็ดต้นเล็กที่ไม่แข็งแรงทิ้งไปเหลือไว้เพียงหลุมละต้นเท่านั้นน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวผักคะน้าด้วยกันค่ะ :)




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว โดยโครงการหนังสือเกษตรชุมชน
ภาพประกอบจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/3523.html 

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คะน้า

คะน้า นั้นถือเป็นผักใบเขียวยอดนิยมที่นิยมรับประทานกันทั่วไปสำหรับคนไทยอีกชนิดหนึ่งทีเดียวน่ะนะคะ เนื่องจากผักคะน้ามีรสชาดที่อร่อย ถูกปากผู้บริโภค และสามารถนำมาทำอาหารได้หลายหลาก อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ง่าย ไม่เปลืองพื้นที่ และมีอายุการเก็บเกี่ยวเพียง 45-60 วันนับจากวันที่ปลูกเท่านั้น


คะน้า ที่นิยมปลูกกันในบ้านเรานั้น คือ พันธุ์คะน้าจีนค่ะ ซึ่งก็จะสามารถแบ่งออกได้อีก 3 ประเภทด้วยกัน คือ คะน้าใบกลม ลำต้นอวบใหญ่ ใบกลมหนา ก้านเล็ก , คะน้าใบแหลม ลักษณะใบแคบ ปลายใบแหลม และคะน้ายอด หรือคะน้าก้าน ซึ่งจะมีลำต้นที่อวบใหญ่เช่นกัน

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกคะน้ากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ :)



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลี นั้น เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี กะหล่ำดอกและคะน้า ค่ะ การปลูกนั้นก็สามารถปลูกได้ง่าย ขึ้นได้ดีในดินร่วนที่มีการระบายอากาศได้ดีเช่นเดียวกับผักกวางตุ้ง


การเตรียมดินเพื่อปลูก ผักกาดเขียวปลี นั้น ขั้นตอนแรกก็ให้ขุดดินเป็นร่อง เพื่อนำดินขึ้นมาตากแดดสัก 3-4 วันค่ะ จากนั้นก็ให้ใส่ปุ๋ยคอกลงในร่อง และนำดินที่ขุดขึ้นมาตากกลบทับลงไป เมื่อเตรียมดินพร้อมแล้วจึงทำการหยอดเมล็ดใส่หลุม หรือนำต้นกล้าที่เพาะไว้มาทำการปลูกใส่หลุม กดลงในหลุมให้แน่นเล็กน้อยแล้วจึงรดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูก 4-5 วัน ควรหาที่กำบังแดดให้ต้นอ่อนเพื่อไม่ให้ต้นผักกาดเขีึยวปลีที่เพิ่งปลูกนั้นเหี่ยวเฉา และควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นผักกาดเขียวปลีเริ่มโตตั้งตัวได้ ก็ให้นำเอาที่บังแดดออก และทำการพรวนดินเมื่อผักมีอายุ 15-20 วัน และพรวนต่อไปทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง

ปุ๋ยที่ใช้กับต้นผักกาดเขียวปลีควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้ค่ะ เมื่อปลูกได้ประมาณ 55-75 วัน ก็จะสามารถเก็บผักกาดเขียวปลีมารับประทานได้ แต่ควรเก็บผักช่วงเช้าเพราะจะได้ผักที่สดและคุณภาพดีกว่า เวลาเลือกตัดผักกาดเขียวปลี ควรเลือกตัดหัวที่ปลีแน่นได้ขนาดที่ต้องการ จากนั้นจึงนำไปทำการดองตามกรรมวิธีเพื่อเก็บไว้รับประทานต่อไปน่ะนะคะ




ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลี หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ผักโสภณ นั้น เป็นผักสวนครัวในตระกูลผักกะหล่ำอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเอาไว้รับประทานกันในครัวเรือนน่ะนะคะ เนื่องจากเป็นผักที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนที่ระบายอากาศได้ดี แต่ก็ไม่นิยมนำมาบริโภคกันสด ๆ เนื่องจากมีรสขม จะนิยมนำไปดองเพื่อนำมารับประทานมากกว่า ซึ่งเทคนิคการดองก็ง่าย ๆ เหมือนกับการดองผักทั่ว ๆ ไป จึงสามารถทำรับประทานเองได้ที่บ้าน


พันธุ์ของ ผักกาดเขียวปลี ที่นิยมปลูกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทค่ะ นั่นคือ พันธุ์ปลีกลม มีลักษณะใบที่กว้างหนา และมีน้ำหนักผลผลิตดีกว่าพันธุ์อื่น แต่ก็มักเกิดอาการปลีแตกที่ทำให้ผลผลิตด้อยลง ส่วนอีกพันธุ์หนึ่งก็คือพันธุ์ปลีแหลม พันธุ์นี้จะมีลักษณะหัวปลีแหลม น้ำหนักผลน้อยกว่าปลีกลม แต่ก็ไม่ค่อยเกิดปัญหาเรื่องปลีแตกมากนัก

ผักกาดเขียวปลี เป็นพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่าย อายุสั้น โตเร็ว ที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงน่ะนะคะ มีวิตามินและเกลือแร่หลายชนิดได้แก่ วิตตามินซี วิตตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และ เหล็ก จึงเป็นผักสวนครัวที่น่าปลูกไว้รับประทานที่บ้านอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียวน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกผักกาดเขียวปลีกันค่ะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว,http://www.bansuanporpeang.com/node/19625

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อ

พื้นที่ปลูก ผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อ ได้ดีนั้น ควรได้รับแสงเต็มที่ตลอดวันค่ะ  แม้ว่าจะสามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ผักกาดหอมนั้นก็จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิไม่สูงมากนักน่ะนะคะ
ผักกาดหอมห่อ (Head lettuce) เป็นผักกาดหอมที่ใบห่อเป็นหัว ซึ่งเกิดจากการที่ใบเรียงซ้อนกันหนามากนั่นเองค่ะ โดยเราสามารถแบ่งผักกาดหอมชนิดนี้ออกได้อีก 3 ชนิดด้วยกันคือ
   
1.  ชนิดห่อหัวแน่น (Crisp head) ลักษณะใบบาง กรอบ เปราะง่าย เห็นเส้นกลางใบชัดเจน ใบห่อเป็นหัวแน่นแข็งคล้ายกะหล่ำปลี นิยมปลูกมากทางการค้าเพราะสามารถขนส่งได้สะดวก ผักกาดหอมชนิดนี้ ได้แก่ พันธุ์ เกรทเลค (Great lake), นิวยอร์ค (New york), อิมพีเรียล (Imperial), โปรกรีสส์ (Progress) เป็นต้น
     
2.  ชนิดห่อหัวไม่แน่น (Butter head) ลักษณะห่อเป็นหัวหลวม ใบจะอ่อนนุ่มและผิวใบมัน ใบไม่กรอบเหมือนชนิดห่อหัวแน่น ใบที่ซ้อนอยู่ข้างในจะมีลักษณะเหมือนถูกเคลือบด้วยน้ำมันหรือเนยคืออ่อนนุ่มและเป็นเมือกลื่นๆ ใบข้างในซ้อนทับกันแน่นพอประมาณ สีเหลืองอ่อนคล้ายเนย เป็นผักกาดหอมชนิดที่ชอบอากาศหนาวเย็น ไม่ทนทานต่ออากาศร้อน แต่อายุการเก็บเกี่ยวจะเร็วกว่าชนิดห่อหัวแน่น พันธุ์ที่นิยมได้แก่ พันธุ์บิ๊ก บอสตัน (Big Boston), ไวท์ บอสตัน (White Boston) เป็นต้น
     
3.  ชนิดห่อหัวหลวมค่อนข้างยาว เป็นผักกาดหอมชนิดที่ใบห่อเป็นรูปกลมยาวหรือรูปกรวย ลักษณะหัวคล้ายผักกาดขาวปลี ใบมีลักษณะยาวและแคบ ใบแข็ง นิยมกันมากในทวีปยุโรป แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ พันธุ์ที่มีหัวขนาดใหญ่ ได้แก่ พันธุ์ปารีส ไวท์ (Paris White), ไวท์ ฮีท (White Heart)  เป็นต้น และพันธุ์ที่มีหัวขนาดเล็ก ได้แก่ พันธุ์ ลิทเติ้ล เจม (Little Gem)

การปลูก ผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อ นั้น ต้องมีการเพาะกล้าก่อนย้ายลงแปลงปลูกค่ะ เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้ถอนต้นกล้าออกซะบ้าง เพื่อไม่ให้เบียดกันแน่นจนเกินไป อันจะทำให้เกิดโรคโคนเน่า และต้นอ่อนแอได้ จากนั้นเมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วัน จึงทำการย้ายลงแปลงปลูกด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากต้นกล้าของผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อจะบอบช้ำได้ง่าย

ในช่วง 2-3 วันแรก หลงย้ายต้นกล้าลงแปลงลูก อาจจะช่วยต้นกล้าด้วยการใช้กรวยกระดาษหรือใบตอง คุลมต้นกล้าไว้เพื่อให้ต้นกล้ามีความแข็งแรง โดยระยะที่เหมาะสมในการปลูกก็คือ 30x50 เซนติเมตร การใส่ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเป็นสองแบบเช่นเดียวกับการปลูกผักกาดหอมพันธุ์ใบหยิก คือใส่ปุ๋ยรองพื้นเพื่อบำรุงดินก่อนปลูก และใส่ปุ๋ยหลังการปลูกแล้ว 7 วัน

ผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อสามารถเก็บผลผลิตมารับประทานได้เมื่อมีปลูกไปแล้ว 60-75 วัน ควรเก็บขณะที่หัวแน่น ไม่หลวม รูปร่างผลค่อนข้างกลม ไม่ควรปล่อยไว้ให้แก่จัดเกินไปน่ะนะคะ เพราะจำทหใ้หัวยืดตัวในทางตั้งและแทงเป็นดอกในที่สุดค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและ หนังสือ คู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดหอมใบหยิก

ผักกาดหอมใบหยิก นั้น ต้องมีการเตรียมดินเพื่อปลูกด้วยวิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ค่ะ วิธีการเตรียมดินก็ให้ขุดพลิกดินขึ้นมา โดยขุดลึกประมาณ 18-20 เซนติเมตร แล้วตากดินไว้ 7-10 วัน จากนั้นจึงพรวนเพื่อย่อยดินและใส่ปุ๋ยคอก การปลูกจะใช้วิธีหว่านเมล็ดบนแปลง หรือใช้วิธีหยอดเมล็ดเรียงแถว โดยเว้นระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร เมื่อผักกาดหอมงอกเป็นต้นกล้า มีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้เริ่มคัดต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้ง และจัดระยะห่างระหว่างต้น ให้ห่างประมาณ 20x20 เซนติเมตร หากปลูกในฤดูร้อนก็ควรทำการคลุมแปลงด้วยการใช้ไม้ไผ่ปักและพรางด้วยสแลนโปร่งให้สูงขึ้นมาราว 1.5 เมตร

ผักกาดหอมใบหยิก
การใส่ปุ๋ยนั้นให้ใส่ปุ๋ยเป็น 2 ระยะค่ะ คือใส่เพื่อบำรุงดินก่อนปลูก และใส่อีกครั้งหลังจากปลูกได้ 7 วัน นอกจากนี้ยังควรใส่ปุ๋ยยูเรียละลายน้ำรดในอัตรา 1 ช้อนต่อน้ำ 1 ปี๊บ ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร รดวันเว้นวัน จากนั้นเมื่อผักอายุ 15-20 วัน ก็ให้เปลี่ยนปุ๋ยมาใช้สูตร 13-13-21 แทนน่ะนะคะ

ผักกาดหอมใบหยิกสามารถเก็บรับประทานไลังจากปลูกได้ 40-50 วันค่ะ ควรเลือกเก็บขณะที่ใบยังอ่อน ใบจะได้กรอบ ไม่เหนียวกระด้าง ลำต้นจะสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อกันนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผักกาดหอม

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ผักกาดหอม นั้น เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอีกชนิดหนึ่งค่ะ โดยจะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่จับสารที่ก่อมะเร็ง ทำให้โอกาสเกิดโรคมะเร็งน้อยลง สำหรับผู้ที่รับประทานเป็นประจำ แถมยังเป็นผักที่มีรสชาดอร่อยและมีวิตามินสูงอีกด้วย


ผักกาดหอม เป็นผักจำพวกสลัด ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานกันทั่วไปค่ะ คนไทยเรานิยมรับประทานผักกาดหอมกับอาหารจำพวกยำรสจัดต่าง ๆ สาคูไส้หมู และข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นต้น โดยพันธุ์ของผักกาดหอมที่นิยมปลูกกันในบ้านเรามี 2 ประเภทด้วยกัน คือ พันธุ์หัวห่อ หรือที่เราเรียกกันว่าผักกาดแก้ว เป็นผักกาดหอมที่ใบจะห่อเป็นหัว และพันธุ์ใบ หรือที่เราเรียกกันว่าผักกาดหอมใบหยิก ซึ่งจะมีลักษณะใบที่กว้างใหญ่และหยิก เจริญเติบโตออกไปทางด้านบนและข้าง ไม่ห่อเป็นหัว

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกผักกาดหอมเอาไว้รับประทานในสวนครัวบ้านเรากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับสวนแสนรักในตอนหน้าค่ะ :)


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดขาวปลี

ผักกาดขาวปลี สามารถปลูกได้ในดินทั่วไปค่ะ แต่ที่เหมาะที่สุดก็คือดินร่วน เนื่องจากระบายน้ำได้ดี การปลูกให้ทำการขุดดินในแปลงลึกราว 12 นิ้ว ตากให้ดินแห้ง 10-15 วัน แล้วจึงทำการย่อยพรวนดินผสมกับปุ๋ยคอก วิธีการปลูกให้ใช้การหว่านเมล็ดลงในแปลงเลย แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านทับลงไปอีกชั้น ให้ีมีความหนาราว 0.5-1 เซนติเมตร จากนั้นจึงคลุมแปลงด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง เพื่อรักษาความชื้น


เมื่อ ผักกาดขาวปลี เริ่มงอก อายุราว 15-20 วัน ก็ให้ถอนแยกต้นออกให้ระยะห่างระหว่างต้นราว 30-50 เซนติเมตร ระยะแรกควรให้น้ำวันละ 3-4 เวลา เพื่อให้หน้าดินอ่อนสะดวกแก่การงอกและเติบโตของเมล็ด หลังการหว่านเมล็ด 7 วัน ก็ลดการให้น้ำเหลือเพียง 3 เวลา เมื่อต้นเติบโตเกิน 2 เืดือนไปแล้ว จึงลดการให้น้ำลงอีกเหลือเพียงวันละ 2 เวลา ที่สำคัญคือผักกาดขาวปลีจะขาดน้ำไม่ได้ในช่วงห่อปลีน่ะนะคะ ไม่เช่นนั้นใบจะไม่ห่อปลี และเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ควรใส่ปุ๋ยให้กับผักกาดขาวปลี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งค่ะ คือหลังจากปลูกแล้ว 7 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยแอมโมเนีัยมซัลเฟต หรือยูเรีย ส่วนการใส่ปุ๋ยครั้งที่สองให้ใส่ทุก ๆ 15 วัน โดยใส่เฉพาะปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หลังใส่ปุ๋ย ให้ทำการรดน้ำพรวนดิน เพื่อกลบปุ๋ยลงในดินด้วยนะคะ

ศัตรูตัวฉกาจของผักกาดขาวปลีก็คือหนอนค่ะ ดังนั้นควรเอาใจใส่แปลงผักมาก ๆ หากจำเป็นต้องฉีดฆ่าหนอน ควรฉีดก่อนผักเริ่มเข้าปลี ไม่เช่นนั้นหนอจจะเข้าไปอยู่ในปลีและไม่สามารถใช้ยากำจัดได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอันตรายหากมีการเก็บไปรับประทาน อายุของผักกาดเขียวปลีที่เหมาะกับการเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วง 65-90 วันค่ะ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ข้อสังเกตก่อนการเก็บเกี่ยวคือ ใบนอกจะเริ่มแห้งและเข้าปลีแน่นพอสมคร ควรตัดก่อนที่ปลีจะคลายความแน่นน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต