วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บรักษา และถนอมผลไม้ ตอนที่ 2

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

นอกจากวิธีเก็บรักษาและถนอมผลไม้ไว้ในที่ที่อุณหภูมิต่ำ เช่นเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วน่ะนะคะ การจะเก็บรักษาและถนอมผลไม้ให้สดใหม่ เพื่อเก็บไว้รับประทานให้ได้นาน ๆ นั้น ก็มีรายละเอียดและเทคนิคปลีกย่อยที่ควรต้องปฏิตามตามประกอบไปด้วยดังนี้ค่ะ

โดยทั่วไปแล้ว ผลไม้นั้นจะแบ่งตามลักษณะของการสุกได้ 2 ประเภทด้วยกัน คือ ประเภทที่สุกบนต้น เช่น ส้ม กระท้อน ฝรั่ง ชมพู่ พุทรา ลำไย องุ่น ฯลฯ ซึ่งผลไม้ประเภทนี้จะต้องเก็บเกี่ยวเมื่อสุกพร้อมรับประทานแล้วน่ะนะคะ กับอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งก็คือผลไม้ที่ต้องเก็บลงมาบ่มให้สุกภายหลัง เช่น กล้วย มะละกอ มะม่วง น้อยหน้่า ฯลฯ




ผลไม้ประเภทสุกบนต้นนั้น เมื่อเก็บลงมาแล้วก็สามารถนำเข้าเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นได้ทันที แต่หากผลไม้ยังไม่สุกพร้อมรับประทานก็ควรเก็บลงมาและทิ้งไว้ข้างนอกสัก 1 คืน จึงนำเข้าตู้เย็นได้ เพราะเมื่อผลไม้นี้สุกเต็มที่แล้ว จะสุกงอมและเน่าเสียอย่างรวดเร็วก่อนที่เราจะรับประทานหมด

เมื่อเราเก็บผลไม้ไว้ในตู้เย็น ก็จะเก็บรักษาและถนอมผลไม้ไว้ได้นานกว่าปกติน่ะนะคะ ส่วนใหญ่จะสามารถเก็บได้ตั้งแต่ 2-7 วัน ขึ้นกับชนิดของผลไม้ หากเป็นผลไม้เมืองร้อนของไทย เช่น ชมพู่ น้อยหน่า กล้วย เงาะ ก็จะเก็บได้ราว 3-5 วัน เพราะผลไม้พวกนี้ไม่ทนต่อการอยู่ในอากาศเย็นเป็นเวลานาน ๆ แต่หากเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากต่างประเทศ เช่น องุ่น ส้มตรา ก็จะเก็บได้นานถึง 1-2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น เพราะทนต่อสภาพอากาศเย็นได้ดีค่ะ





เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บรักษา และถนอมผลไม้

หลัก ๆ แล้ว วิธีเก็บรักษาและถนอมผลไม้ ไม่ให้เน่าเสียเร็วนัก มักจะเป็นการเก็บรักษาไว้ในที่ที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งก็คือ การเก็บไว้ในตู้เย็นนั่นเองค่ะ

แต่ไม่ได้หมายความว่าพอซื้อ ผลไม้ หรือเก็บผลไม้จากต้นมา แล้วสามารถนำมาใส่ตู้เย็นไว้ได้เลย เพราะบางครั้งผลไม้ที่ได้มาอาจจะมีเชื้อโรคปะปนมาด้วย และส่งผลให้เมื่อเก็บไว้รวมกันในตู้เย็น ก็เป็นต้นเหตุให้ผลไม้อื่น ๆ เน่าเสียตามไปด้วยน่ะนะคะ ดังนั้นก่อนการเก็บผลไม้ไว้ในตู้เย็น ควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ




1. คัดเลือกผลไม้ที่มีลักษณะของโรคออกไว้ต่างหาก ไม่แช่รวมกับพวกที่เราจะำนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น ลักษณะของผลที่เป็นโรคที่พอจะสังเกตได้ เช่น ผลที่มีรอยช้ำเป็นจุด มีรอยเน่า มีเส้นใยของเชื้อรา หรือมีรอยบาดแผลเกิดขึ้นที่ผล

2. หลังจากคัดเลือกผลที่เป็นโรคออกแล้ว ให้นำผลที่ดีไปล้างน้ำสะอาด หากล้างในน้ำด่างทับทิมได้ก็จะดีมาก เพราะด่างทับทิมจะช่วยทำลายเชื้อโรคที่ติดอยู่ภายนอกผลได้บางส่วน จากนั้นนำผลไม้ไปผึ่งให้หยดน้ำแห้งและนำเข้าแช่ในตู้เย็นได้เลย

3. บางครั้งแม้ว่าทำตามคำแนะนำทั้งสองข้อด้านบนแล้ว เรายังพบว่า ผลไม้ยังมีอาการเหี่ยวเร็วอยู่อีก นั่นเพราะผลไม้นั้นมีการสูญเสียน้ำในผลนั่นเอง เราจึงต้องทำให้การสูญเสียน้ำนั้นน้อยลง ด้วยการเพิ่มความชื้นรอบ ๆ ผล วิธีการก็คือให้นำผลไม้นั้นใส่ในถุงพลาสติกก่อนการเก็บรักษาในตู้เย็นค่ะ ควรเจาะรูเล็ก ๆ ที่ถุงพลาสติกสัก 8-10 รู กระจายทั่ว ๆ กัน เพื่อให้มีการระบายอากาศบ้าง ก็จะทำให้มีความชื้นในถุงพอเหมาะที่จะรักษาผลไม้นั้นไม่ให้เหี่ยวเร็วได้ แต่สำหรับผลไม้บางชนิดที่มีเปลือกแข็งและหนา ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ถุงอีกแต่อย่างใดน่ะนะคะ

นอกจากกรรม วิธีเก็บรักษาผลไม้ไว้ในตู้เย็น เพื่อชะลอการเน่าเสียแล้ว เรายังต้องมีวิธีพิจารณาเลือกเก็บผลไม้ก่อนเก็บรักษาเข้าตู้เย็นด้วย แต่จะต้องพิจารณาอย่างไรนั้น เราคงต้องกลับมาพบกันใหม่ในบล้อกสวนแสนรักตอนหน้านะคะ

ขอบคุณเพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่านที่ติดตามชมบล้อกสวนแสนรักด้วยดีเสมอมาค่ะ :)



เีรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ลักษณะผลไม้ที่เน่าเสีย

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ผลไม้ ที่เราซื้อ หรือเก็บมาจากต้นภายในรั้วบ้านของเรานั้น หากรับประทานไม่หมดในคราวเดียว ก็อาจจะเน่าเสียไปได้อย่างรวดเร็วน่ะนะคะ ซึ่งสาเหตุนั้นก็เกิดได้จากหลายประการ เช่น ผลไม้งอมเกินไป มีเชื้อโรคติดมากับผลไม้ และการเก็บรักษาผลไม้ที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น




ลักษณะการเน่าเสียของผลไม้ หากเป็นการเน่าเสียที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรค ก็จะเห็นว่าผลไม้นั้นมีรอยเน่าเสียเป็นจุด ๆ หรือเน่าเสียพร้อมกันทั้งผลค่ะ เนื้อภายในผลไม้จะเน่าพร้อมทั้งมีกลิ่นเหม็น มีเส้นใยของเชื้อราสีดำ ขาว หรือส้ม กระจายทั่วผลไม้นั้น และอากานี้จะระบาดสู่ผลข้างเคียงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการเน่าเสียที่เกิดจากผลงอมเกินไปนั้น จะสังเกตได้ว่า ผิวเปลือกผลไม้เปลี่ยนเป็นสีดำ ผลอ่อนนุ่ม เนื้อเละ แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็นหรือมีเส้นใยของเชื้อราเหมือนพวกผลไม้ที่มีเชื้อโรค รวมทั้งจะไม่ระบาดไปสู่ผลข้างเคียงด้วยนอกจากจะมีอายุของผลเท่า ๆ กัน

นอกจากการเน่าเสียแล้ว การเสียสภาพอีกประการหนึ่งก็คือ การเหี่ยวของผลค่ะ สาเหตุก็เนื่องมาจากการสูญเสียน้ำออกจากผลมากเกินไป ทำให้ผลไม้ไม่น่ารับประทาน ซึ่งสาเหตุของการเน่าเสียเหล่านี้สามารถทำให้ลดน้อยลงได้ ด้วยการรู้จักวิธีเก็บรักษาและถนอมผลไม้ไว้ให้มีความสดใหม่ไว้รับประทานได้นาน ๆ น่ะนะคะ

บล้อกสวนแสนรักในตอนหน้าจะพาเพื่อน ๆ บล้อกทุกท่านมารู้จักกับวิธีเก็บรักษา และถนอมผลไม้ไว้รับประทานกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ได้ในตอนหน้านะคะ :)



ขอบคุณที่มา หนังสือผลไม้ในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

เก็บเกี่ยวผลผลิตของไม้ผลในรั้วบ้าน

ไม้ผล นั้นเมื่อปลูกจนได้เวลาของการ เก็บเกี่ยวผล แล้วก็ต้องมีวิธีพิจารณาช่วงเวลาที่ควรเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม น่ะนะคะ เพราะหากเก็บเกี่ยวในขณะที่ผลไม้ยังอ่อนอยู่ หรือเก็บก่อนกำหนด ก็จะได้ผลไม้ที่สุกไม่สม่ำเสมอและมีคุณภาพไม่ดี หรือหากปล่อยให้สุกคาต้น ก็อาจได้ผลไม้ที่เน่าเสียได้ง่าย ดังนั้นก่อนจะเก็บเกี่ยวผลไม้จากต้น ก็ควรอาศัยการพิจารณาหลาย ๆ ด้านมาประกอบเข้าด้วยกันดังนี้ค่ะ

วิธีแรกให้ดูที่ผิวผลไม้ค่ะ อาจดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของผิวจากสีเขีึยวเป็นสีเหลืองอ่อน ๆ หรือแดงแล้วหรือยัง ผลไม้บางชนิด เมื่อแก่จัดก็จะมีสีสวล เช่น มะม่วง หรือเกิดรอยแยกของร่องตาในน้อยหน่า ร่องหนามที่แยกกันมากขึ้นในขนุน หรือกล้วยที่ผลแก่ก็จะมีลักษณะผลที่เหลี่ยมมุมลบแล้วน่ะนะคะ




วิธีที่สองให้ดูที่ขั้วค่ะ ผลไม้บางอย่างเมื่อใกล้สุก ก็จะเกิดรอยร้าวบริเวณก้านขั้วผล หรือมีการแยกหลุดของขั้วกับผล

วิธีที่สาม เมื่อผลไม้ใกล้สุกหรือแก่จัด มักมีการสร้างสารที่มีกลิ่นหอมตามลักษณะประจำพันธุ์ออกมาน่ะนะคะ กลิ่นจะเริ่มแรงมากขึ้นเมื่อผลสุกเพิ่มขึ้น แต่วิธีนี้ออกจะล่าช้าเกินไปสำหรับการเก็บเกี่ยว

วิธีที่สี่ ใช้การนับจำนวนวันในการเก็บเกี่้ยวค่ะ วิธีนี้ค่อนข้างได้ผลดี อาจจะนับตั้งแต่ดอกบานเต็มที่หรือประมาณ 50 เปอเซ็นต์ ของทั้งต้น หรือนับจากระยะที่กลับเริ่มโรยจนถึงกำหนดวันเก็บเกี่ยว อย่างเช่น มะนาว มีจำนวนวันนับจากดอกบานถึงผลแก่ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน หรือส้มโอ ใช้เวลาประมาณ 7 เดือนน่ะนะคะ




อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวผลไม้นั้นควรใช้หลาย ๆ วิธีประกอบกันค่ะ เพราะผลไม้บางชนิดสังเกตค่อนข้างยาก จึงควรใช้การสังเกตและพิจารณาก่อนการเริ่มเก็บมากกว่า 1 วิธีน่ะนะคะ :)




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

การกำจัดโรคและแมลงของไม้ผลภายในบ้าน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

โรคและแมลง ของ ไม้ผล ภายใน บ้าน นั้น มักไม่มากนักเมื่อเทียบกับการปลูกเป็นสวนไม้ผลขนาดใหญ่น่ะนะคะ สาเหตุเพราะบ้านของเรามักจะปลูกไม้ผลจำนวนน้อยต้น ทำให้การระบาดของโรคและแมลงมีน้อยกว่าการปลูกในปริมาณมาก ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ปลูกไม้ผลภายในบ้านมักนิยมห่อผล เพื่อป้องกันแมลงกัดเจาะทำลายผลแทนการฉีดยาฆ่าแมลงแทนค่ะ แต่หากพบกับปัญหาโรคและแมลงรบกวนมากนัก ก็อาจทำการฉีดพ่นสารเคมีที่จะช่วยป้องกันที่มีพิษต่อคนน้อย ๆ ได้ เช่น การฉีด คาร์บาวิล หรือที่มีชื่อทางการค้าว่า เซฟวิน หรือ คาโปนอกซ์ 85 สารเคมีเหล่านี้ สามารถใช้ฆ่ามด เพลี้ย และหนอนได้เป็นอย่างดี ส่วนสารเคมีกำจัดเชื้อรา ควรใช้ แมนโคเซ็บ หรือชื่อทางการค้า คือ ไดเทนเอ็ม 45,เอซินแมก 80 น่ะนะคะ

มังคุด

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตของไม้ผลในรั้วบ้านของเรากันค่ะ





เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

การตัดแต่งกิ่งไม้ผลภายในบ้าน


เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่านคะ การตัดแต่งกิ่งไม้ นั้นก็คือ การสร้างโครงสร้างของต้นหรือการขึ้นพุ่ม เพื่อกำหนดความสูงให้กับลำต้นรวมถึงการบังคับให้ต้นไม้นั้นแตกกิ่งก้านตามที่เราต้องการ เพื่อให้การเจริญเติบโตของต้นไม้แต่ละต้นไม่เบียดบังระรานการเติบโตของต้นไม้ต้นอื่นนั่นเองน่ะนะคะ

การตัดแต่งกิ่งไม้โดยเฉพาะไม้ผลนั้น ยังมีข้อดีอีกหลายประการค่ะ เราลองมาดูข้อดีเหล่้านั้นกันนะคะ

ข้อแรกก็คือ การตัดแต่งกิ่งไม้ผล จะทำให้ต้นไม้มีโครงสร้างที่แข็งแรง โดยวิธีนี้จะต้องทำตั้งแต่ต้นไม้ยังเล็ก ๆ อยู่ค่ะ โดยเลือกเอาเฉพาะกิ่งที่มีความแข็งแรง ตัดกิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ออก โดยเลือกกิ่งที่มีมุมของกิ่งกับลำต้นกว้างไว้ เนื่องจากเป็นกิ่งที่มีโครงสร้างดี ส่วนกิ่งที่มีง่าม เป็นกิ่งมุมแคบให้ตัดออกเพราะมักฉีกหักเสียหายเมื่อต้นไม้เติบโตน่ะนะคะ




ข้อดีข้อที่สองของการตัดแต่งกิ่งไม้ผลภายในบ้านก็คือ ไม้ผลบางชนิดหากไม่มีการตัดแต่งกิ่ง มักจะไม่ออกดอกหรือออกดอกไม่ดี โดยเฉพาะไม้ผลที่มีลักษณะที่เรียกว่า บ้าใบ คืิอมีการเจริญเติบโตทางใบมาก การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้เกิดความสมดุลขึ้นในต้นไม้ สัดส่วนของอาหารในต้นเหมาะสำหรับการออกดอก นอกจากนี้การตัดกิ่งให้น้อยลง จะช่วยลดปัญหาการติดผลมากเกินไป ที่ทำให้เกิดการดอกดอกเว้นปี เพราะการติดผลมากย่้อมทำให้ต้องใช้สารอาหารมาก ทำให้ลำต้นสะสมสารอาหารไม่ทันพอที่จะเกิดดอกใหม่ จึงควรตัดแต่งกิ่งให้ได้ปริมาณการติดผลที่เหมาะสม 




นอกจากนี้เมื่อเราตัดแต่งกิ่งไม้ผล จะทำให้เกิดการติดผลกระจายทั่วลำต้นอย่างสม่ำเสมอ คุณภาพของผลดีขึ้น ได้รับแสงแดดและสารอาหารอย่างทั่วถึง ขนาดและรสชาดของผลจึงดีกว่าต้นที่ไม่้ได้ตัดแต่งกิ่ง

ข้อดีข้อสุดท้ายของการตัดแต่งกิ่ง ก็คือ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคและแมลงค่ะ ทรงพุ่มที่หนาทึบของต้นไม้ จะเป็นที่สะสมของโรคและแมลงได้มาก หากตัดแต่งให้โปร่ง แสงแดดส่องทั่วถึงก็จะลดโีรคและแมลงลงได้ระดับหนึ่ง 

สำหรับการตัดแต่งกิ่งไม้ผลแต่ละชนิดย่อมแตกต่างกันออกไปน่ะนะคะ ไม้ผลบางชนิดออกดอกติดผลที่ส่วนของลำต้นหรือกิ่งแก่ ก็ต้องตัดแต่งกิ่งแขนงไว้ค่อนข้างมาก เพื่อให้ติดดอกผล ไม้ผลบางชนิดออกดอกปลายกิ่ง ก็ต้องปล่อยปลายกิ่งไว้ให้ออกดอก




ต้นไม้ที่ผลัดใบส่วนใหญ่มักจะตัดแต่งกิ่งในช่วงระยะที่ไม้ทิ้งใบจนเหลือแต่กิ่งค่ะ ส่วนไม้ไม่ผลัดใบมักทำหลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้ว ซึ่งจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ส่วนช่วงอื่น ๆ ก็อาจตัดแต่งกิ่งที่มีปัญหาถูกโรคและแมลงออก หากทำการตัดแต่งกิ่งผิดฤดูกาล ก็อาจทำให้ต้นไม้ไม่ออกดอกติดผลในปีนั้น ๆ ได้น่ะนะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีการใส่ปุ๋ยสำหรับพืชและไม้ผลในบ้าน

สวัสดีค่ะ เืพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

เมื่อตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับ ปุ๋ย ทั้งสองชนิดที่เป็นแร่ธาตุและสารอาหารสำหรับพืชกันไปแล้วนะคะ นั่นก็คือ ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี นั่นเอง ในวันนี้บล้อกสวนแสนรักจะมาแนะนำ วิธีการใส่ปุ๋ย ให้กับพืชและไม้ผลในบ้านเรากันค่ะ เรามาดูกันนะคะ ว่าเราควรใส่ปุ๋ยให้กับไม้ผลของเราช่วงไหนบ้าง




หลักการให้ปุ๋ยสำหรับต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ผลนั้น สามารถให้ได้ตามระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะดังนี้ค่ะ

1. ระยะที่พืชต้องการสร้างใบ ระยะนี้จะตรงกับช่วงฤดูฝนน่ะนะคะ ส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงที่ต้นไม้ทรุดโทรมเนื่องจากเป็นระยะที่เพิ่งจะเก็บเกี่ยวผลหมด จึงจำเป็นที่เราจะต้องบำรุงไม้ เพื่อให้ไม้สามารถสร้างกิ่งใบใหม่และสร้างสารอาหารเพื่อสะสมไว้ใช้ในการออกดอกติดผลในครั้งหน้า ปุ๋ยที่ควรให้คือปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูงเล็กน้อย เช่น สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16

2. ระยะที่พืชต้องการสร้างดอก มักตรงกับช่วงฤดูหนาวหรือปลายฤดูฝนค่ะ ช่วงนี้ต้นไม้ต้องการฟอสฟอรัสสูง จึงควรใส่ปุ๋ยที่มีเลขตัวกลางสูง เช่น 5-10-5

3. ระยะที่พืชกำลังติดผล หรืดติดผลใหม่ ๆ พืชจะต้องการไนโตรเจนเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของผล สูตรปุ๋ยจึงควรเป็นสูตรที่มีโปรแตสเซี่ยมสูง เช่น สูตร 13-13-21 แต่ควรระวังไม่ใส่มากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผลอ่อนหลุดร่วงได้




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการตัดแต่งกิ่งไม้ โดยเฉพาะไม้ผลในบ้านด้วยกันนะคะ

ขอบคุณเพื่อน ๆ บล้อกทุกท่านที่ติดตามชมบล้อกสวนแสนรักด้วยดีเสมอมาค่ะ :)



เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

การดูแลรักษาไม้ผลหลังปลูก : ประเภทของปุ๋ย

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ปุ๋ย ก็คือ อาหารของพืช ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาหารนั้นก็จะอยู่ในดินน่ะนะคะ แต่เนื่องจากในแต่ละปีต้นไม้ได้ดูดอาหารจากดินไปเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล ดังนั้น ธาตุอาหารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในดินจึงสูญหายไปอยู่ทุกปี แม้ว่าจะมีการทับถมของเศษไม้ใบหญ้าและอินทรีย์สารกลับคืนสู่ดินไปเช่นกัน แต่บางครั้งก็ไม่เพียงพอสำหรับพืชที่ต้องการสารอาหารเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรงน่ะนะคะ ดังนั้น จึงมีการคิดค้น ปุ๋ยเคมีซึ่งมีแร่ธาตุต่าง ๆ ออกมาเพื่อเสริมการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเราจะมาเรียนรู้ประเภท และการใช้งานปุ๋ยทั้งสองชนิดกันนะคะ




ปุ๋ยประเภทแรกที่เราจะพูดถึง ก็คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ค่ะ ปุ๋ยประเภทนี้ได้มาจากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ผ่านการแปรรูปหรือถูกหมักหมมจนเน่าเปื่อย และอยู่ในสภาพที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ใบไม้ผุ มูลสัตว์ กากถั่ว เป็นต้น ปุ๋ยอินทรีย์นั้น มีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบค่ะ แต่สัดส่วนของแร่ธาตุไม่แน่นอนและมีปริมาณค่อนข้างน้อย ลักษณะเด่นของปุ๋ยอินทรีย์ที่ปุ๋ยเคมีทำไม่ได้ก็คือ มันสามารถปรับดินให้ร่วนซุยได้ดี โดยปุ๋ยอินทรีย์นี้จะค่อย ๆ ย่อยสลายตัวในดิน และให้ธาตุอาหารแก่พืชได้เรื่อย ๆ อีกทั้งยังช่วยอุ้มน้ำในดินให้อยู่ได้นานขึ้น และแม้ว่าปริมาณของปุ๋ยอินทรีย์ในดินจะมากไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นอันตรายต่อพืชแต่อย่างใด

ปุ๋ยประเภทที่สอง ก็คือ ปุ๋ยเคมี ค่ะ ปุ๋ยจำพวกนี้ได้มาจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยมากเป็นแร่ธาติ เช่น ร็อคฟอสเฟต ปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์ และอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้เร็ว พืชจึงสามารถนำไปใช้ได้ทันที

แม้ว่าปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์ก็ตาม แต่หากใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันไปนาน ๆ กลับจะทำให้โครงสร้างของดินเสียไปน่ะนะคะ ดังนั้นการปลูกต้นไม้ในบ้านจึงควรใช้ปุ๋ยทั้งสองชนิดคละเคล้ากันไป เพื่อปรับปรุงทั้งสภาพดินและการขาดแคลนธาตุอาหารของพืช

ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้กับไม้ผล ส่วนมากคือปุ๋ยสูตร 15-15-15 ค่ะ หรืออาจเป็นปุ๋ยที่มีตัวเลขเท่ากันทั้งสามตัว ตัวเลขทั้ง 3 ตัวของปุ๋ยเคมี หมายถึงเปอเซ็นต์ของธาตุอาหารสำคัญทั้ง 3 ชนิดที่มีอยู่ในปุ๋ยนั้น นั่นก็คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยม นั่นเอง

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยเคมีกับไม้ผลในบ้านของเรากันนะคะ

แล้วกลับมาพบกันใหม่กับบล้อกสวนแสนรักในตอนหน้าค่ะ :)



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

การดูแลรักษาไม้ผลหลังปลูก : การให้น้ำ

ไม้ผล ในช่วง 2-3 ปีแรกหลังจากปลูกนั้น ควรมีการดูแลรักษาเพื่อให้ต้นมีการเจริญเติบโตได้ดีค่ะ โดยทั่วไปการดูแลรักษาไม้ผลหลังปลูกมีขั้นตอนใหญ่ ๆ ดังนี้

ให้น้ำให้เพียงพอ

โดยทั่วไปแล้ว ไม้ผล ต้องการน้ำมากที่สุดอยู่ 2 ช่วงด้วยกันนะคะ นั่นคือ ช่วงฤดูที่มีการเติบโตทางกิ่งและใบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะอยู่ในช่วงฤดูฝน จึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องให้น้ำเพิ่มเติมมากเท่าไหร่ เพราะมีน้ำฝนธรรมชาติช่วยอยู่แล้ว กับอีกช่วงหนึ่ง ก็คือช่วงที่กำลังมีการติดผลอ่อนไปจนถึงช่วงที่มีการเติบโตของผลโดยตลอดค่ะ ก่อนออกดอกนั้น ต้นไม้ส่วนใหญ่ต้องการน้ำน้อยมาก หรือไม่ต้องการน้ำเลย โดยเฉพาะไม้ผลชนิดที่ไม่ต้องการน้ำ เพื่อสะสมอาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ เช่น มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ หากไม้เหล่านั้นได้รับน้ำมาก แทนที่จะผลิเป็นตาดอก มันจะแตกยอดอ่อนแทน ฉะนั้น จึงควรให้น้ำไม้ผลแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับประเภทของไม้นั้น ๆ และควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากปล่อยให้ต้นไม้ที่ติดผลอยู่ขาดน้ำเป็นเวลานาน ๆ เมื่อเราให้น้ำมากขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะรดเองหรือฝนตก ก็จะทำให้เกิดความเสียหายได้มาก เช่นผลแตก หรือช่วงที่ผลจะสุกก่อนเก็บ หากได้รับน้ำมาก รสชาดของผลไม้ก็จะไม่หวาน จะออกอาการจืดชืด เนื้อไม่แน่น อย่างที่เราอาจจะเคยพบเจอเมื่อรับประทานผลไม้บ่อย ๆ




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการดูแลรักษาไม้ผลหลังปลูก ด้วยการใส่ปุ๋ยกันนะคะ






ขอบคุณที่ีมา หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีเลือกกิ่งพันธุ์ของไม้ผลที่จะนำมาปลูกที่บ้าน

กิ่งพันธุ์ของ ไม้ผล ที่จะนำมาปลูกที่ บ้าน เรา ควรมีลักษณะที่แข็งแรง ตรงตามพันธุ์ที่เลือกค่ะ ควรเลือกกิ่งที่มีอยุราว 1-2 ปี หรือมีความสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป ถึง 1 เมตร เพราะต้นพันธุ์ที่มีขนาดเล็กเกินไปมักจะอ่อนแอ ส่วนต้นพันธุ์ใหญ่มากก็จะแคระแกร็นและหยั่งรากได้ไม่ดีน่ะนะคะ




ไม้ผลที่จะนำมาปลูก ควรเลือกต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง เสียบกิ่ง หรือติดตาค่ะ เนื่องจากจะได้ต้นตอที่มีรากแก้วติดมาด้วย ทำให้รากมีความแข็งแรงไม่โค่นล้มง่าย นอกจากนี้ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่รากไม่แก่หรือคดงอ รอยต่อระหว่างกิ่งทาบหรือแผ่นตาติดแน่นกับต้นตอ ขนาดของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี ใกล้เคียงกัน ใบมีสีเขียวเป็นมัน ไม่ีโรคแมลงให้เห็น และกิ่งแต่ละกิ่งก็ควรแข็งแรง ไม่มีการฉีกหักหรือเป็นแผล





ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์จากแหล่งที่ไว้ใจได้ เนื่องจากบางครั้งต้นพันธุ์ที่ดีของไม้ผลก็ไม่แสดงให้เห็นเมื่อมันยังเล็ก กว่าจะรู้ว่าให้ผลดีหรือไม่ก็จนกว่าต้นไม้จะเติบใหญ่ให้ดอกให้ผลแล้ว ดังนั้นควรจะเลือกซื้อพันธุ์ของต้นไม่จากร้านหรือแหล่งที่เราเชื่อถือได้จะดีกว่าน่ะนะคะ





เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ปลูกต้นไม้ในที่ลุ่ม

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรัก ทุกท่าน

การ ปลูกต้นไม้ในที่ลุ่ม หรือที่ที่มีน้ำขังภายในบริเวณบ้านของเรานั้น อาจทำให้ไม้ผล หรือไม้ใหญ่ที่เราปลูกอยู่เกิดการชะงักการเจริญเติบโต งอกงามได้ยาก ใบร่วง หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็ถึงกับยืนต้นตายได้นะคะ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว ก็เนื่องจากดินระบายน้ำได้ไม่ดี จึงควรปรับพื้นที่บริเวณที่จะปลูกต้นไม้ ให้เหมาะสมเสียก่อน โดยหากเราไม่สามารถที่จะถมดินได้ทั่วบริเวณทั้งหมด ก็ควรที่จะยกบริเวณที่เราจะปลูกต้นไม้ให้เป็นโคก หรือหาทางระบายน้ำออกจากบริเวณนั้นก่อนทำการปลูกน่ะนะคะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วิธีปลูกต้นไม้ : ไม้ผล ในบ้าน

เมื่อเราเลือกตำแหน่งที่จะ ปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ใหญ่ หรือไม้ผลเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการลงมือปลูกกันล่ะค่ะ ก่อนอื่น ให้เราขุดหลุมปลูกให้มีความกว้างxยาวxลึก ราว ครึ่งถึงหนึ่งเมตร นำดินที่ขุดขึ้นมานั้นกองไว้ที่ปากหลุม หากเป็นดินเหนียวก็ควรตากให้แห้ง แล้วก็ทุบย่อยดิืนให้ละเอียดและผสมทรายเข้าไปด้วยเล็กน้อย จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยหมักลงไปประมาณ 1 ปี๊บ หรือ 1 ถุง และอาจจะผสม ร็อคฟอสเฟตลงไปอีกประมาณ 300-500 กรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน และโกยดินที่ผสมเสร็จแล้วนั้นกลับลงไปในหลุมประมาณ 2 ใน 3 ส่วน




นำพันธุ์ต้นไม้ที่เราจะปลูกออกจากกระถางหรือถุง จากนั้นวางลงตรงกลางหลุมแล้วกลมด้วยดินส่วนที่เหลือ โดยกลบให้สูงกว่าดินเดิมสักเล็กน้อย หากเราปลูกในหน้าฝนก็ควรพูนดินตรงโคนต้นไม้ให้สูงขึ้นอีกนิด เพื่อช่วยระบายน้ำ แต่ถ้าปลูกในหน้าแล้ง ก็ควรขุดบริเวณโคต้นให้เป็นร่องตื้น ๆ เพื่อกักน้ำให้อยู่ในบริเวณรากมากขึ้น จากนั้นให้นำไม้มาปักเป็นหลักข้าง ๆ ต้นแล้วผูกยึดต้นกับไม้หลักด้วยเชือก เพื่อป้องกันการโยกคลอนเมื่อมีลมพัด ควรจัดหาวัสดุมาพรางแดดไว้ด้วยนะคะ กรณีที่มีแสงแดดจัด แล้วจึงรดน้ำให้ชุ่ม เพียงเท่านี้เราก็จะได้ภาคภูมิใจกับฝีมือการปลูกต้นไม้อย่างถูกวิธีของเราเองแล้วล่ะค่ะ :)




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูว่าทำไม บริเวณบ้านที่อยู่ในลุ่มน้ำท่วมขังจึงทำให้ต้นไม้เติบโตไม่งอกงามหรือบางครั้งต้นไม้ถึงกับยืนต้นตาย และวิธีแก้ไขกันนะคะ :)

เรื่องน่าอ่านในตอนที่แล้วของบล้อกสวนแสนรัก เตรียมดินปลูกต้นไม้ในบ้าน






ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เตรียมดินปลูกต้นไม้่ในบ้าน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ดิน ที่ดีและเหมาะสำหรับการ ปลูกต้นไม้ นั้น จะต้องเป็นดินที่มีอินทรีย์วัตถุผสมอยู่เป็นจำนวนมาก และมีลักษณะที่ร่วนซุย ไม่เป็นดินเปรี้ยวหรือดินเค็มน่ะนะคะ แต่ส่วนใหญ่แล้วในบริเวณบ้านของเรานั้น แม้ไม่ใช่ดินเค็มหรือดินเปรี้ยว ก็มักเป็นดินที่ไม่ใช่ดินเดิม จะเป็นดินที่ถูกนำมาถมเพื่อปรับพื้นที่ให้สูงขึ้นมากกว่า โดยมากมักจะเป็นดินเหนียวซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ระบายน้ำไม่ดี เพราะเป็นดินชั้นล่าง หรืออาจเป็นดินเลน แถมบางบ้านยังมีการถมทรายในชั้นบนสุดเพื่อปรับพื้นที่อีกด้วย ดังนั้น ก่อนการลงมือปลูกต้นไม้ชนิดใด ๆ ภายในพื้นที่ของบ้านเรา จึงต้องมีการปรับเตรียมดินในหลุมปลูกในดีก่อนน่ะนะคะ โดยเราสามารถทำได้โดยใส่สารอินทรีย์วัตถุทั้งหลายแหล่ อาทิเช่น เศษใบไม้แห้ง เศษไม้ รวมทั้งปุ๋ยเคมี เพื่อปรับสภาพดินซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ที่เราปลูกสามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนกับดินที่ปลูกตามธรรมชาติได้น่ะนะคะ




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกต้นไม้ที่ถูกต้อง ภายในบ้านของเรากันค่ะ :)




ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เลือกตำแหน่งปลูกไม้ผล

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ปัจจุบันนี้ที่ดินเริ่มมีราคาแพงขึ้นน่ะนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่อยู่ในเขตเมือง เขตอุตสาหกรรม หรือเขตธุรกิจ ดังนั้นผู้ที่กำลังคิดจะสร้างบ้าน หรือผู้ที่มีบ้านอยู่ในเขตที่ดินดังกล่าว จึงมักจะมีพื้นที่ที่เหลือจากการปลูกเป็นตัวบ้านค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ไม่สามารถปลูกไม้ใหญ่ หรือ ทำสวน ขนาดใหญ่ได้อย่างที่ใจหวัง




ดังนั้นเมื่อคิดจะ ปลูกต้นไม้ อันดับแรกที่ต้องคิดก็คือ คิดกันเสียก่อนว่าจะปลูกต้นอะไรและปลูกเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ปลูกเพื่อเป็นแนวรั้ว ปลูกเพื่อต้องการร่มเงา หรือปลูกเพื่อเป็นฉากกำบังบ้าน เป็นต้น

จุดประสงค์ในการปลูก ไม้ผลภายในบ้าน นอกจากต้องการร่มเงาที่ร่มรื่นแล้ว ก็ยังต้องการรับประทานผลของไม้ที่เราปลูกด้วยค่ะ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาตำแหน่งของการปลูกถึงสองประการด้วยกัน คือ เมื่อต้องการปลูกเพื่อบังแสงแดดที่จะเข้ามาถึงตัวบ้าน ก็ต้องเลือกปลูกทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวบ้าน เพื่อกันแสงแดดช่วงบ่าย ทำให้บ้านไม่ร้อนเกินไป และทำให้เครื่องปรับอากาศในบ้านทำงานเบาขึ้น และส่งผลให้เสียค่าไฟฟ้าน้อยลงอีกด้วยน่ะนะคะ




ประการที่สองที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ ตำแหน่งของต้นไม้ที่จะปลูก ซึ่งเมื่อเลือกชนิดของไม้ผลที่จะทำการปลูกแล้ว ก็ต้องดูข้อมูลของไม้ผลชนิดนั้น ๆ ว่ามีลักษณะของการเจริญเติบโตเช่นไร หากเป็นไม้ผลที่มีลักษณะลำต้นที่สูงใหญ่ ก็ต้องเลือกตำแหน่งที่ปลูกที่ห่างจากสายไฟที่พาดผ่าน เพื่อไม่ให้มีปัญหาพาดทับระดับสายไฟ อันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หรือต้องคอยตัดแต่งบ่อย ๆ ไม่ให้กิ่งพาดทับสายไฟ

อีกทั้ง ไม้ผล ทุกชนิดมักมีการผลัดใบอยู่เสมอค่ะ ซึ่งการผลัดใบแต่ละครั้ง ก็จะมีใบร่วงหล่นลงเป็นจำนวนมาก ทำให้บริเวณบ้านดูไม่สะอาดตา โดยเฉพาะเมื่อร่วงลงสู่ลานปูน ลานจอดรถ หรือร่วงหล่นเข้าไปในเขตของเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงควรเลือกตำแหน่งของการปลูกไม้ผลไม่ให้ทั้งตัวเราเองและผู้อื่นต้องเดือดร้อนรำคาญ และเป็นภาระที่ต้องเก็บกวาดบ่อย ๆ




ประการสุดท้ายก็คือ การคำนึงถึง แสงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิดอกออกผล ไม้ผลที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ มักมีการเจริญเติบโตน้อย หรือเติบโตก็เพียงด้านกิ่งใบ ไม่ค่อยติดดอกออกผล ดังนั้น การเลือกตำแหน่งปลูกก็ควรเลือกตำแหน่งที่เมื่อต้นไม้โตแล้ว ไม่เบียดบังแสงกันมากนัก หรือไม่อยู่ในมุมที่บ้านบังแสงแดดอยู่น่ะนะคะ :)





ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ประเภทของไม้ผล

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

สำหรับ ไม้ผล ที่ปลูกกันทั่วไปนั้น สามารถจำแนกได้ 4 ประเภทดังนี้น่ะนะคะ

1. ไม้ผลที่จำแนกด้วยอุณหภูมิการปลูก

หมายถึงไม้ผลที่ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของต้นไม้ชนิดนั้น ๆ ในทุก ๆ ช่วงของการเจริญเติบโต ซึ่งไม้ผลประเภทนี้แบ่งออกเป็น ไม้ผลเขตร้อน,ไม้ผลเขตกึ่งร้อน และไม้ผลเขตหนาว



2. ไม้ผลที่จำแนกด้วยอายุของผล

หมายถึงไม้ผลที่จำแนกตามช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มปลูก จนกระทั่งออกดอกติดผลเป็นครั้งแรกค่ะ แบ่งออกได้เป็นสามลักษณะด้วยกันคือ ไม้ผลพันธุ์เบา,ไม้ผลพันธุ์กลาง และไม้ผลพันธุ์หนัก ซึ่งไม้ผลพันธุ์เบานั้น ใช้เวลาประมาณ 3 ปีจึงออกผล ส่วนพันธุ์กลางใช้เวลา 4-5 ปี และพันธุ์หนักจะใช้เวลามากกว่า 5 ปีจึงจะออกผลน่ะนะคะ




3. ไม้ผลที่จำแนกตามขนาดของทรงพุ่ม

ไม้ผลประเภทนี้ จำแนกตามพื้นที่ที่ต้นไม้ใช้สำหรับเติบโตค่ะ หมายถึง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ขนาดของทรงพุ่มนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าไหร่ ซึ่งไม้ผลที่แบ่งตามประเภทของทรงพุ่มนี้ แบ่งออกได้เป็น 3 พวกด้วยกันคือ ไม้ผลขนาดเล็ก มีความกว้างยาวของระยะปลูกต่ำกว่รา 3 เมตรลงมา เช่น กล้วย มะละกอ น้อยหน่า,ไม้ผลขนาดกลาง ระยะปลูกประมาณ 4-8 เมตร เช่น ละมุด ลางสาด ชมพู่ ฝรั่ง และสุดท้ายคือไม้ผลขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีขนาดใหญ่มากน่ะนะคะ




4. ไม้ผลที่จำแนกตามนิสัยของการเจริญเติบโต

หมายถึง ไม้ผลที่แบ่งตามธรรมชาติของการเจริญเติบโต โดยแบ่งออกได้เป็น 2 พวกด้วยกันคือ ไม้ผลยืนต้น แบบผลัดใบและไม่ผลัดใบ และ ไม้ผลขนาดเล็กซึ่งก็ยังแบ่งออกได้อีก 2 แบบ คือ แบบที่มีลำต้นเป็นเถาและแบบที่มีพุ่มต้นเล็ก ซึ่งเมืองไทยเราไม่ค่อยได้พบมากนัก อาทิเช่น องุ่น ลิ้นมังกร แฟสชั่นฟรุต ราสเบอรี่ เป็นต้น




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูการเลือกตำแหน่งของต้นไม้ที่จะปลูกนะคะ




ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ไม้ผลในรั้วบ้าน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ความสดชื่นและร่มรื่นภายในบ้านนั้น เป็นที่ต้องการของเพื่อน ๆ บล้อกที่รักบ้าน เรียกได้ว่าเกือบทุกคนเลยก็ว่าได้น่ะนะคะ และเราก็สามารถสร้างความร่มรื่น ร่มเย็นได้จากการปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ซึ่งเสมือนเป็นการนำเอาธรรมชาติมาไว้ใกล้ัตัว แถมต้นไม้บางชนิดนอกจากจะให้ร่มเงาแล้ว ยังให้ดอกและให้ผล เป็นที่น่าชื่นใจแก่ผู้ปลูกอีกด้วย




บล้อกสวนแสนรักในอีก 24 ตอนข้างหน้านี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่องการปลูก ไม้ผล ไว้ในบริเวณบ้านค่ะ ซึ่งน่าจะเป็นเรืื่องที่เพื่อน ๆ บล้อกหลาย ๆ คนให้ความสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง ว่าเมื่อเรามีบ้านสักหลังและมีพื้นที่เพียงพอกับการปลูกต้นไม้ใบหญ้า เราควรจะปลูกต้นอะไรดี

การจะปลูกไม้ผลประเภทไหน หรือชนิดไหนดีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้านและสมาชิกในบ้านเป็นหลักค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบางท่านก็อาจจะลังเลเล็กน้อย เพราะไม้ผลก็มีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็ล้วนแล้วแต่น่าปลูกทั้งนั้น แต่บางครั้งแม้ว่าตัดสินใจว่าจะปลูกต้นอะไรแล้วก็ใช่ว่าจะลงมือปลูกได้ทันทีนะคะ ยังต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่ใช้ในการปลูกด้วย ว่าเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของลำต้นของต้นไม้หรือไม่ และไม้ผลที่ทำการปลูกต้องดูแลอย่างไร จึงจะผลิดอกออกผลให้เก็บเกี่ยวได้อย่างน่าชื่นใจ ซึ่งทางบล้อกสวนแสนรัก ก็จะทะยอยนำข้อมูลต่าง ๆ มาเขียนไว้ภายในบล้อกกันในตอนต่อ ๆ ไปน่ะนะคะ




ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาเริ่มต้นกันด้วยข้อมูลเรื่องประเภทของไม้ผลกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ :)




ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : ออมเงินออมทอง

ต้นออมเงินออมทอง นั้น เป็นพรรณไม้เลื้อย ที่มีลำต้นเป็นเถาและมีรากยึดเกาะกับวัสดุอื่นๆ เช่นไม้หลัก ไม้ยืนต้นเพื่อการเจริญเติบโตน่ะนะคะ ลำต้นของออมเงินออมทอง จะมีมีข้อและแตกรากออก
มาจากข้อ ลำต้นมีสีเขียวผิวเรียบ ใบเป็นใบเดี่ยวออกตามข้อ มีก้านใบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ใบกลมมนโคนใบเว้าลึก ทำให้เกิดหูใบทั้งสองข้าง ปลายใบเรียวแหลมกลางใบสังเกตุเห็นได้ชัด ผิวใบตรงกลางเป็นสีขาวหรือเหลืองแล้วมีสีเขียวล้อมรอบ ลักษณะใบคล้ายกับเงินไหลมา แต่จะต่างกันที่ใบ คือ ใบจะไม่เป็นแฉกลึกเหมือนกับเงินไหลมา




ต้นออมเงินออมทองนั้น จัดว่าเป็นไม้มงคลนามค่ะ คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นออมเงิน ออมทอง ไว้ประจำบ้านทำให้มีเงิน มีทองมาก เนื่องจากการออมเงิน ออมทอง ก็คือการเก็บหอมรอมริบ หรือการสะสมเงินทองไว้ให้มากนั่นเอง




ต้นออมเงินออมทองนั้น สามารถที่จะปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ สำหรับการปลูกในกระถาง จะใช้กระถางทรงสูง 8-14 นิ้ว และใช้ไม้หลักที่หุ้มด้วยกาบมะพร้าวปักไว้ตรงกลางกระถาง เพื่อให้ลำต้นยึดเกาะหรือเลื้อย ควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปีต่อครั้ง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้แล้วการปลูกในแปลงปลูก นิยมปลูกโดยทำร้านหรือซุ้ม เพื่อให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไปค่ะ หากจะปลูกไม่้ให้เลื้อยก็ควรตัดแต่งเถาหรือยอดให้สั้น และนิยมปลูกเป็นกลุ่มเพื่อการตกแต่งสวน



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : หมากผู้หมากเมีย

คนไทยโบราณมีความเชื่อกันว่า บ้านใดปลูก ต้นหมากผู้หมากเมีย ไว้ประจำบ้าน จะทำให้บ้านนั้นอยู่เย็นเป็นสุขค่ะ เพราะหมากผู้หมากเมีย เป็นของคู่กันเสมอ คือคู่สุขคู่สม คู่บ้านคู่เมืองคนไทยโบราณจึงนิยมปลูกไว้ประจำบ้านมาตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว นอกจากนี้แล้วยังมีการนำเอาใบของหมากผู้หมากเมีย ไปใช้ประกอบในงานพิธีมงคลที่สำคัญด้วยน่ะนะคะ เช่น ใช้เป็นเครื่องบูชาพระ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น




หมากผู้หมากเมีย เป็นพรรณไม้ยืนต้นเป็นพุ่มขนาดเล็ก ที่ต้องการแสงแดดรำไร หรือแสงแดดปานกลางค่ะ ลักษณะ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็กกลม ลำต้นมีข้อถี่ ลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงส่วนยอดของลำต้น แตกใบตามข้อต้น ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบและมีกาบใบหุ้มลำต้น ใบออกเรียงเป็นชั้นสลับกัน ขนาดใบและสีสรรจะแตกต่างตามชนิดพันธุ์ออกดอกเป็นช่อออกตรงส่วนยอดของลำต้น ปลายช่อดอกมีกลุ่มดอกเล็ก ๆ สีขาว ช่อหนึ่งจะมีช่อดอกย่อยประมาณ 5-10 ดอก

เราสามารถปลูกหมากผู้หมากเมียได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกน่ะนะคะ โดยการปลูกในกระถางนั้น ควรใช้กระถางทรงสูง ขนาดรวว 8-12 นิ้ว แล้วเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปีต่อครั้ง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม ส่วนการปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้าน จะนิยมปลูกเป็นแนวรั้วรอบบ้าน หรือบริเวณสวนหน้าบ้านโดยใช้ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร ค่ะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : หมากนวล

คนไทยโบราณเชื่อกันว่า บ้านใดที่ปลูก ต้นหมากนวล ไว้ประจำบ้าน จะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านนั้นมีความอ่อนน้อม มีน้ำใจน่ะนะคะ เพราะหมากนวลมีการแตกใบที่สวยงาน มีลักษณะที่มีความนิ่มนวลอ่อนไหวชวนมอง นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบหมากนวลว่า เป็นชื่อหมากชนิดหนึ่ง ที่ใช้รับประทานในสมัยโบราณคือหมากสง โดยใช้ในพิธีต้อนรับแขกที่ไปมาหาสู่กัน ดังนั้นจึงแสดงถึงการมีนิสัยใจคอที่ดี มีน้ำใจงามเช่นกัน




หมากนวล นั้นจัดว่าเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทปาล์มค่ะ มีลักษณะทรงพุ่ม ขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-10 เมตรการเจริญเป็นลำต้นเดี่ยวไม่มีหน่อ ลำต้นตรงสูง ผิวลำต้นสีน้ำตาลปนเทา ลำต้นเป็นข้อปล้องเห็นได้ชัด ใบเป็นใบรวม แตกออกจากทางใบเป็นรูปขนตก เรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบลักษณะใบแคบยาว ขนาดใบมีความกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 - 60 เซนติเมตร ตัวใบมีสีเขียวเรียบเป็นมัน ทางใบยาวประมาณ 1-2 เมตร ลักษณะโค้งเล็กน้อย โคนทางจะเป็นกาบหุ้มลำต้นมีสีเขียวอ่อนปนขาวนวลออกดอกเป็นช่อคล้ายจั่นหมาก ก้านดอกมีสีขาวนวล ลักษณะของดอกมีขนาดเล็กรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก มีสีขาวอมเหลือง ผลเล็กกลมรีมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ภายในผลมีเมล็ดอยู่เพียงเมล็ดเดียว และขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดน่ะนะคะ


พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของบล้อกสวนแสนรัก แสงจันทร์

พรรณไม้มงคล : แสงจันทร์

แสงจันทร์ เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ชอบแสงแดดอ่อนรำไรจนถึงแสงแดดจัดค่ะ ลำต้นของต้นแสงจันทร์ มีความสูงประมาณ 5-10 เมตร ผิวเปลือกลำต้นมีลักษณะเรียบสีขาวเทา ลำต้นและกิ่งเจริญออกไปรอบต้น ใบสีเหลืองอมเขียวอ่อน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกตามข้อ ของกิ่ง เนื้อใบมองเห็นเส้นใบได้ชัด ใบบางนิ่ม ขนาดความกว้างของใบประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตรดอกออกเป็นช่อช่อดอกประกอบด้วยดอกเล็กๆติดอยู่ที่ก้านดอกประมาณ 10 - 15 ดอกมี 5 กลีบสีขาวช่อดอกจะออกตามปลายยอด




คนไทยโบราณเปรียบเทียบความสวยงามของต้นแสงจันทร์ กับรัศมี่ของพระจันทร์ที่ส่องแสงสีเหลืองนวลดูเด่นงามตาค่ะ เนื่องจากลักษณะใบของต้นแสงจันทร์จะมีสีเหลืองอมเขียวอ่อน ๆ เมื่อกระทบแสงจันทร์แล้ว จะเกิดประกายแสงสีเหลืองนวลดูงามตา และยังเชื่อกันว่าบ้านใดปลูกต้นแสงจันทร์ไว้ประจำบ้าน จะทำให้เจ้าของบ้านมีความงดงาม นิ่มนวล ด้วยน่ะนะคะ

ต้นแสงจันทร์ นิยมขยายพันธ์ด้วยวิธีการปักชำกิ่งน่ะนะคะ เพราะได้ผลรวดเร็วและยังเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก โดยสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ หากปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรปลูกในกระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปีต่อครั้ง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม และควรตัดแต่งกิ่งออกบ้างเพื่อความเหมาะสมต่อสถานที่ที่ใช้วางประดับ

หากต้องการปลูกต้นแสงจันทร์ในแปลงปลูก ควรปลูกในหลุมขนาด 30x30x30 เซนติเมตร โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตร 1:2 ผสมดินปลูกน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตัวเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : สักทอง

สักทอง เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่ต้องการแสงแดดน้อยแบบในร่ม จนถึงแสงแดดจัดกลางแจ้งค่ะ  ต้นสักทอง เมื่อเติบโตเต็มที่จะมีความสูงราว 15-30 เมตร ผิวเปลือกลำต้นมีลักษณะเรียบ สีน้ำตาล ลำต้นเปลาตรง แตกกิ่งก้านตรงส่วนเรือนยอด ใบเป็นใบเดี่ยว เนื้อใบหนาสากคาย ใต้ใบจะมีขน ใบมีลักษณะกลมใหญ่ขนาดใบกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ตามบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีกาบหุ้มดอกเป็นรูปเรียวยาวประมาณ1 เซนติเมตรดอกมีกลีบดอก5 แฉกดอกมีขนาดเล็กสีขาวผลเป็นรูปทรงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางโตประมาณ 0.5 เซนติเมตร





การปลูกสักทองนั้น นิยมปลูกในแปลงปลูก เพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนค่ะ ควรปลูกให้มีระยะห่างจากบ้านมากพอสมควร เพราะสักทองเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่ อายุยืน นอกจากนี้คนไทยโบราณยังเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นสักทองไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีศักดิ์ศรี เพราะสัก พ้องเสียงกับคำว่า ศักดิ์ คือการมีศักดิ์ศรี มีเกียรติศักดิ์ ยศฐาบรรดาศักดิ์ นอกจากนี้ สัก หรือ สักกะ คือ พระอินทร์ผู้มีอานาจที่ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ ดังนั้น สักทองจึงเป็นไม้มงคลนาม อีกชนิดหนึ่งน่ะนะคะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : สนฉัตร

สนฉัตร เป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลางที่ต้องการแสงแดดปานกลางจนถึงแสงแดดจัดค่ะ ลำต้นของสนนฉัตรมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีน้ำตาล ลำต้นมีลักษณะทรงกลมมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นรอบต้น พุ่มโปร่ง และมีเกล็๋ดใบเล็ก ๆ ออกตามต้น การเจริญเติบโตนั้นจะเป็นการแตกกิ่งก้านเป็นชั้นๆออกไปตาม แนวนอน ส่วนลำต้นก็ขึ้นตรงขึ้นไป ใบเป็นใบกระกอบ ออกตามกิ่งก้านเป็นเกล็ด มีลักษณะเป็นขนสั้นเล็กมีสีเขียว เรียงตัวกันแน่น




สนฉัตรนั้นสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ การปลูกในกระถางนิยมใช้กับต้นสนฉัตรที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปี ควรใช้กระถางทรงสูง ขนาด 12-18 นิ้ว และเปลี่ยนกระถางตามความเหมาะสมของทรงพุ่ม แต่ถ้าต้นสนฉัตรมีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ก็ควรที่จะปลูกไว้ในแปลงปลูกเพราะทรงพุ่มและความสูงจะโตเกินกว่าที่จะเป็นไม้กระถางได้แล้วน่ะนะคะ

คนไทยโบราณเชื่อว่า สนฉัตร คือ ไม้มงคลประจำบ้าน อีกชนิดหนึ่งค่ะ บ้านใดปลูกต้นสนฉัตรไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความสนใจจากบุคคลทั่วไป เพราะ สน คือการสนใจ เห็นใจ ในสิ่งที่ดีงาม นอกจากนี้ยังทำให้มีเกียรติและความสง่า เพราะ สนฉัตร มีทรงพุ่มลักษณะคล้ายเครื่องสูงที่ใช้ในพิธแห่เกียรติยศ และลักษณะการเจริญของลำต้นกิ่งก้านเด่นชัด สง่างามนั่นเอง

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของบล้อกสวนแสนรัก วาสนาอธิษฐาน


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : วาสนาอธิษฐาน

สวัีสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

วาสนาอธิษฐาน นั้นเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่ต้องการแสงแดดอ่อนรำไร จนถึงแสงแดดจัดกลางแจ้งค่ะ ลำต้นกลม มีลักษณะเป็นข้ัอถี่ ไม่มีกิ่งก้าน มีความสูงประมาณ 4-10 เมตร ลำต้นกลม ต้นตรง ผิวเปลือกลำต้นสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากลำต้นส่วนยอด เรียงซ้อนกันเวียนรอบลำต้นเป็นรูปวงกลม ลักษณะใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ตัวใบโค้งงอ ขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้นช่อดอกมีขนาดใหญ่เป็นรูปทรงกลม ช่อดอกยาว ดอกมีขนาดเล็ก อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน กลิ่นหอมฉุน ส่งกลิ่นไปไกล ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำยอด หรือส่วนของลำต้น วาสนาราชินีต่างกับวาสนาอธิษฐานตรงที่สีของใบวาสนาอธิษฐานพื้นใบมีสีเขียวมีลายเส้น สีขาวหรือเหลือง พาดตามยาวของใบ





คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูก ต้นวาสนาอธิษฐาน ไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความสุข สมหวัง ในชีวิตค่ะ ต้นวาสนาอธิษฐาน สามารถดลบันดาล ให้สมความปรารถนาของชีวิตตามคำอธิษฐาน นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นวาสนาอธิษฐานไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีโชควาสนา เพราะเป็นไม้เสี่ยงทาย คือถ้าผู้ใดดูแลรักษาได้เจริญสวยงาม ก็จะได้โชคลาภตามมาด้วยน่ะนะคะ


พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก วาสนาราชินี




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : วาสนาราชินี

ต้นวาสนาราชินี นั้น จัดว่าเป็น ไม้มงคลนาม อีกชนิดหนึ่งค่ะ คนไทยโบราณเราเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นวาสนาราชินีไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐนัก และยังมีความเชื่ออีกว่า ถ้าผู้ใดปลูกต้นวาสนาแล้วสามารถดูแลจนต้นวาสนาราชินีออกดอก ก็จะทำให้มีโชคลาภตามไปด้วย




วาสนาราชินี เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่ชอบแสงแดดจัด หรือปลูกกลางแจ้งค่ะ ลำต้นมีลักษณะกลม ตรง ไม่มีกิ่งก้าน แต่มีข้อถี่ มีความสูงประมาณ 4-10 เมตร ผิวเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากลำต้น ส่วนยอดเรียงซ้อนกันเวียนรอบลำต้นเป็นรูปวงกลม ลักษณะใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ตัวใบโค้งงอ ขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้นช่อดอกมีขนาดใหญ่เป็นรูปทรงกลมช่อดอกยาวดอกมีขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นกลุ่มดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน และมีกลิ่นหอมฉุน

การปลูกต้นวาสนาราชินี นั้น นิยมปลูกทั้งในแปลงปลูกและในกระถางค่ะ สำหรับการปลูกในแปลงปลูก จะปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน และปลูกในกระถางไว้เพื่อประดับภายนอกอาคาร โดยใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-18 นิ้ว ควรเปลี่ยนกระถางและดิน 1-2 ปี : ครั้ง หรือแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มน่ะนะคะ





เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : ราชินีหินอ่อน

ราชินีหินอ่อน จัดว่าเป็นพรรณไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งของคนไทยเราค่ะ ในสมัยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นราชินีหินอ่อนไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดบารมีที่กว้างใหญ่ เพราะ ต้นราชินีหินอ่อนเป็นพรรณไม้เลื้อยที่แผ่ขยายลำต้นออกไปกว้างไกลและสวยงาม แสดงถึงความกว้างใหญ่ของอำนาจและบารมีนั่นเอง และยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกราชินีหินอ่อนไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความเป็นเสน่ห์แก่บ้านและผู้อาศัย นั่นเพราะลักษณะใบของราชินีหินอ่อน มีสีที่สวยงาม อ่อนนุ่มละเอียดละออคล้ายหินอ่อนน่ะนะคะ




ราชินีหินอ่อน เป็น พรรณไม้ที่มี เถาเลื้อย และต้องการแสงแดดรำไร หรือต้องปลูกในร่มค่ะ ลำต้นอ่อนสีเขียว อวบน้ำ มีความยาวราว 10-15 เมตร และมีรากยึดเกาะออกตามต้น ใบแตกออกตามข้อต้น ลักษณะคล้ายใบพลู ใบมนป้อม ปลายมนแหลม โคนใบบนเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ ขนาดใบกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ยาวราว 5-8 เซนติเมตร ผิวใบสีเขียว มีลักษณะเรียบ มีลายประสีขาวหรือเป็นแถบสีขาวนวลคล้ายหินอ่อน

ราชินีหินอ่อน สามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ สำหรับการปลูกในกระถางให้ปลูกในกระถางทรงสูง ขนาด 8-14 นิ้ว โดยใช้ไม้หลักที่หุ้มด้วยกาบมะพร้าวปักไว้ตรงกลางกระถาง เพื่อให้ลำต้นเลื้อยและยึด

การปลูกในกระถางแขวนนั้นให้ปลูกในกระถางทรงปากแบน หรือทรงสูงขนาดเล็กก็ได้ ขนาดกระถางราว 6-8 นิ้ว เพื่อให้ลบำต้นห้อยลงมาข้างล่าง โดยการแขวนห้อย หรือวางไว้บนวัสดุที่สูงเพื่อให้ลำต้นห้อยลงมาข้างล่างได้อย่างสวยงาม

การปลูกในแปลงปลูก นิยมปลูกไว้บริเวณโคนต้นไม้ยืนต้น หรือตามกำแพงรั้ว เพื่อให้ลำต้นราชินีหินอ่้อนเลื้อยเกาะไปตามธรรมชารติ บางครั้งก็นิยมปลูกเป็นกลุ่มให้เลื้อยคลุมผิวดิน เพื่อตกแต่งในสวนในพื้นที่ขนาดเล็กได้น่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก โมก




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจั้ดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : โมก

โมก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแสงแดดจัดค่ะ ลำต้นของโมกมีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ผิวเปลือกสีน้ำตาลดำ ลักษณะลำต้นกลมเรียบ มีจุดเล็ก ๆ สีขาวประทั่วต้น แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบลำต้นอย่างไม่เป็นระเบียบ ใบเป็นใบเดียวออกเรีียงกันเป็นคู่ตามก้านใบ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ รี ปลายใบมนแหลม โคนใบแหลม ขอบใจเรียบ เนื้อใบบางสีเขียว ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ มีกลิ่นหอม อยู่ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอก 4-8 ดอก ลักษณะดอกคว่ำหน้าลงสู่พื้นดิน กลีบดอก 5 กลีบ สีดอกเป็นสีขาวบริสุทธิ์ บานเต็มที่ประมาณ 2 เซนติเมตร




การปลูกโมก นั้นสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกน่ะนะคะ สำหรับในกระถาง จะใช้กระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว ส่วนในแปลงปลูกนิยมปลูกประดับไว้บริเวณหน้าบ้าน

คนโบราณถือว่าโมกเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งค่ะ โบราณเชื่อว่าโมกเป็นไม้มงคลที่มีอำนาจขจัดปัดเป่าภยันตรายต่างๆ พร้อมขับไล่สิ่งอุบาทว์อัปมงคล ขจัดสิ่งชั่วร้าย พร้อมขัดเกลาให้เจอแต่สิ่งที่ดีๆ ได้
เพื่อให้ฤทธ์มงคล ควรปลูกโมกในวันเสาร์ และควรปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านน่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก มะลิ


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : มะลิ



มะลิ นั้นเป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นที่มี ดอกหอม ชื่นใจค่ะ ขนาดของพุ่มนั้นจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง บางชนิดก็มีลำต้นแบบเถาเลื้อย และเป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดหรือกลางแจ้ง ลำต้นของมะลิมีลักษณะเล็กกลม มีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีขาว มีสะเก็ดรอยแตกเล็กน้อย มีการแตกกิ่งก้านสาขาไปรอบ ๆ ลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยว แตกใบเรียงกันเป็นคู่ ๆ ตามก้านและกิ่ง ลักษณะใบมน ป้อม โคนใบสอบเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ออกดอกเป็นช่อตามส่วนยอดหรือง่ามใบ ดอกเล็กสีขาว มีกลีบดอกประมาณ 6-8 กลีบ ขนาดดอกบานเต็มที่ประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผลเป็นรูปกลมรีเล็ก เมื่อสุกจะมีสีดำ ภายในมีเมล็ดอยู่ นอกจากนี้ลักษณะของลำต้นและดอกของมะลิ ก็จะมีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์ด้วยน่ะนะคะ




มะลิ นั้นจัดเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ในบริเวณบ้านค่ะ เชื่อกันว่า บ้านที่ปลูกต้นมะลิ จะมีความสุขสงบ สมาชิกในบ้านตั้งอยู่ในศีลในธรรมอันดี มะลิให้มงคล ในทางความรัก ความเสน่หา เป็นที่ประทับใจแก่ผู้คนรอบข้าง และยังเกื้อหนุนให้เกิดความกตัญญู ของผู้เป็นลูกที่ดีต่อแม่อีกด้วย

การปลูกมะลิ นั้นสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ หากปลูกในกระถาง ควรใช้กระถางปลูกสูงราว 8-14 นิ้ว และควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้ง สำหรับในแปลงปลูก โบราณนิยมปลูกบริเวณทางเข้าบ้าน เพื่อเป็นเสน่ห์ของบ้านน่ะนะคะ :)

ชนิดของมะลิที่นิยมปลูกเป็น ไม้มงคล ได้แก่ มะลิซ้อน มะลิวัลย์ มะลิฉัตร มะลิพวง และพุทธชาติ ค่ะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก มรกตแดง




ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : มรกตแดง

ในสมัยโบราณคนไทยเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้น มรกตแดง ไว้ประจำบ้านจะทำให้บ้านนั้นมีคุณค่าสูงค่ะ เพราะมรกตเปรียบเสมือนแก้วซึ่งมีสีเขียว จัดอยู่ในพวกนพรัตน์ 9 อย่าง ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล จินดา เพทาย ไพทูรย์ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นของที่มีค่า นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแรงดึงดูดตา ดึงดูดใจแก่บุคคลทั่วไป เพราะใบของมรกตแดงมีสีเขียวอมแดง มีเสน่ห์แรงแก่ผู้พบเห็น และยังเป็น ไม้มงคลนาม อีกด้วย

ต้นมรกตแดง นั้น เป็นพรรณไม้เลื้อยในตระกูลฟิโลนเดนดรอยค่ะ ลำต้นมีความยาว 15-20 เมตร มีลักษณะลำต้นกลม สีแดง เป็นมัน ลำต้นเป็นข้อคล้ายต้นพลูด่าง แต่ลำต้นจะโตและแข็งแรงกว่า และสามารถแตกรากตามส่วนที่เป็นข้อได้ทุกข้อสำหรับยึด และดูดซึมอาหาร ข้อประกอบด้วยก้านใบยาวประมาณ 35 นิ้ว ใบใหญ่เป็นมัน ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่น พื้นใบสีเขียวอมแดง กลางใบมีเส้นใบเห็นได้ชัดเจน ใบมีขนาดกว้างราว 46 นิ้ว ยาว 8-12 นิ้ว ลักษณะใบใหญ่ีสวยงามมากคล้ายกับบอนสีน่ะนะคะ





มรกตแดง จัดเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูดสารพิษได้ดีที่สุดในบรรดาพันธุ์ไม้ในตระกูลฟิโลเดนดรอนด้วยกันค่ะ เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย จึงถูกแนะนำให้นำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-16 นิ้ว และใช้ไม้หลักปักไว้กลางกระถาง เพื่อให้เป็นที่ยึดเกาะของรากและให้ลำต้นสามารถเลื้อยไปตามหลักได้ ไม้หลักควรเป็นไม้หลักหุ้มด้วยกาบมะพร้าว เพราะมีความนุ่มและชุ่มชื้น รากสามารถยึดเกาะได้ดีน่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก เฟื่องฟ้า


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง และแหล่งอื่น ๆ
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : เฟื่องฟ้า



เฟื่องฟ้า นั้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางประเภทเถาเลื้่อยที่ชอบแสงแดดจัด หรือต้องปลูกกลางแจ้งค่ะ ลำต้นของเฟื่องฟ้าจะมีความยาวประมาณ 1-10 เมตร มีเถาเลื้อยที่แข็งแรง เลื้อยได้ไกล ผิวลำต้นมีสีเทาหรือน้ำตาล มีหนามแหลมคมติดอยู่เป็นระยะ ๆ ลักษณะของพุ่มสามารถตักแต่งและบังคับทรงได้ ใบเป็นใบเดี่ยวแตกตามเถา ลักษณะใบรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใจเรียบ พื้นใบเขียว ขนาดกว้าง 2-4 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตามส่วนยอด มีกลีบดอกหรือใบประดับ 3 กลีบ กลางดอกจะมีดอกเล็ก ๆ สีขาว กลีบดอกมีขนาดและสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ โดยพันธุ์เฟื่องฟ้าที่นิยมปลูกเป็นไม้มงคลได้แก่

พันธุ์ดอกสีแดง-แดงจินดา แดงบานเย็น ตรุษจีนด่าง สาวิตรี กฤษณา
พันธุ์ดอกสีขาว-ทัศมาลีดอกขาว ขาวน้ำผึ้ง สุมาลี สุวรรณี
พันธุ์ดอกชมพู-ชมพูจินดา ชมพูทิพย์ ชมพูนุช
พันธุ์ดอกม่วง-ม่วงประเสริฐศรี พรสุมาลี ม่วมกฤษณา ทัศมาลี
พันธุ์ดอกสีส้ม-สุมาลีสีทอง
พันธุ์ดอกสีเหลือง-เหลืองอรทัย




การปลูกเฟื่องฟ้านั้น สามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ หากปลูกในกระถางจะใช้กระถางทรงสูงขนาดราว 10-16 นิ้ว และควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้งหรือแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่ม การปลูกในแปลงปลูก นิยมปลูกไว้เป็นรั้วบ้าน มักทำเป็นซุ้มหรือร้าน โดยให้ต้นเฟื่องฟ้าเลื้อยขึ้นไปตามธรรมชาติ


เฟื่องฟ้า นั้น ได้รับสมญาว่าเป็น ราชินีแห่งไม้ประดับ ค่ะ เนื่องจากสามารถนำเฟื่องฟ้าไปใช้ประโยชน์ในการประดับตกแต่งสวน อาคารบ้านเรือน และสถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้แล้วคนไทยโบราณยังเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นเฟื่องฟ้าไว้ประจำบ้าน จะสามารถสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น ดอกเฟื่องฟ้าที่บาน แสดงถึงความเบิกบาน สว่างไสว รุ่งเรืองของชีวิต นอกจากนี้คนไทยโบราณยังมีความเชื่ออีกว่าเฟื่องฟ้าเป็นไม้มงคลที่สำคัญของเทศกาลตรุษจีน เพราะต้นเฟื่องฟ้าสามารถออกดอกสะพรั่งในช่วงเทศกาลตรุษจีนจึงทำให้บางคนเรียกต้นเฟื่องว่าว่าต้นตรุษจีนน่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก พู่ระหง




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : พู่ระหง

แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของ พู่ระหง นั้นสันนิษฐานว่าอยู่ในเขตร้อนของทวีปแอฟริกา และน่าจะเข้ามาในประเทศไทยในช่วงไม่เกิน ๑๕๐ ปีที่ผ่านมาค่ะ  พู่ระหง เป็นพืชที่ปลูกง่าย แข็งแรง ทนทาน โตเร็ว ขึ้นในดินทุกชนิด ชอบแดดจัด ต้องการน้ำพอประมาณ ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการตัดกิ่งปักชำลงแปลงปลูกโดยตรง โดยในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่าบ้านใดปลูกพู่ระหงเป็นรั้วบ้านจะประสบสิ่งสิริมงคล และมีฐานะดีเป็นเศรษฐีได้




ลักษณะโดยทั่วไปของพู่ระหง นั้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดปานกลางค่ะ ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-10 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน ผิวแตกเป็นร่องตกสะเก็ดเล็กน้อย แตกกิ่งก้านสาขาออกไปรอบ ๆ ต้น หากกรีดดูจะเห็นเปลือกมียางเหนียวใส ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกตามกิ่งก้าน โดยออกเรียงสลับกัน ปลายใบแหลม ใบมน ขอบใบคล้ายฟันเลื่อย ผิวใบสีเขียวเรียบ กว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกพู่ระหงเป็นดอกเดี่ยวค่ะ ออกตามยอดหรือปลายกิ่งครั้งละหลายดอก แต่จะทะยอยกันบานติดต่อกันไป ดอกมีสีแดง ชมพู ขาว แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ มีกลีับดอก 5 กลีบ เวลาบานกลีบจะโค้งงอ ตรงกลางดอกมีเกสรยื่นยาวออกมา โดยปลายเกสรมีลักษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ สีเหลือง ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดราว 8-12 เซนติเมตรน่ะนะคะ

การปลูกพู่ระหงนั้นสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลงปลูกค่ะ  การปลูกในกระถางควรปลูกในกระถางทรงสูงขนาด 12-18 เซนติเมตร และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปีต่อครั้ง ส่วนการปลูกในแปลงปลูก นิยมปลูกเป็นแนวรั้วรอบบ้าน หรือบริเวณสวนหน้าบ้าน โดยสามารถตัดแต่งทรงพุ่มให้เหมาะสมตามความต้องการได้ค่ะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก พุทธรักษา



เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.doctor.or.th/node/1314
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : พุทธรักษา

พุทธรักษา นั้น จัดเป็นพรรณไม้ที่มีลักษณะมงคลนามอีกชนิดหนึ่งค่ะ พุทธรักษาหมายถึง การมีพระพุทธเจ้าคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้นคนโบราณจึงเชื่อกันว่าหากครอบครัวใดปลูกต้นพุทธรักษาไว้ในบริเวณบ้าน ครอบครัวนั้นก็จะมีแต่ความสงบสุข ต้นพุทธรักษาจะช่วยปกป้องคุ้มครองมิให้มีภยันตรายกับสมาชิกภายในบ้าน รวมทั้งคอยปกป้องดูแลบ้านเรือนให้ร่มเย็น ปลอดภัย นั่นเอง


พุทธรักษา เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่ชอบแสงรำไร หรือแสงแดดจัดกลางแจ้งน่ะนะคะ เป็นพรรณไม้ที่มีเนื้อลำต้นอ่อน อวบน้ำ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1- 2 เมตร มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า และมีการเจริญเติบโตโดยแตกหน่อเป็นกอคล้ายกับกล้วย หน่อที่เจริญเป็นต้นเหนือพื้นดินนั้น มีลักษณะกลมแบน สีเขียวขนาดลำต้นโตประมาณ 2-4 เซนติเมตร ใบสีเขียวขนาดใหญ่ โคนใบและปลายใบรีแหลม ขอบใบเรียบกลางใบเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัด โคนใบมีก้านใบซึ่งยาวเป็นกาบใบหุ้มลำต้นซ้อนสลับกัน ขนาดใบกว้างประมาณ 10- 15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 25- 35 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกยาวประมาณ 15- 20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก 8-10 ดอก และมีกลีบดอกบางนิ่ม ขนาดของดอกและสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์


พุทธรักษา

การปลูกพุทธรักษานั้น นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนค่ะ สมัยโบราณนิยมปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน หรือปลูกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในพื้นที่ที่จำกัด แต่หากปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ควรใช้แปลงปลูกขนาดประมาณ 2 x 10 เมตร ยกร่องคล้ายแปลงปลูกผัก

การปลูกในกระถางเพื่อประดับอาคารบ้านเรือน ควรใช้กระถางสูงราว 10-16 นิ้วน่ะนะคะ และควรเปลี่ยนประถาง 12 ครั้งต่อปี เนื่องจากการขยายตัวของหน่อพุทธรักษาจะแน่นเกินไป และเพื่อเปลี่ยนดินที่ปลูกใหม่แทนดินปลูกเดิมที่เสื่้อมสภาพค่ะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก  พิกุลทอง




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : พิกุลทอง

คนไทยโบราณเชื่อว่า ต้นพิกุลทอง เป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธ์ เพราะเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่น่ะนะคะ นอกจากนี้บ้านใดที่ปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้าน ก็จะทำให้มีอายุยืนเพราะต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทาน และมีอายุยาวนาน ดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี


พิกุลทอง เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ต้องการแสงแดดจัด หรือเป็นไม้ที่ต้องปลูกกลางแจ้งนั่นเองค่ะ ลำต้นมีความสูงประมาณ 8-15 เมตร ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกบาง ๆ ตามยาว โดยลำต้นของต้นพิกุลทอง จะแตกกิ่งก้านเป็นทรงกลม และเป็นพุ่มแน่นกว้าง ใบออกเรียงสลับกัน มีลักษณะใบมนรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบโค้งเป็นคลื่นเล็ก ๆ ใบเป็นมันสีเขียว  ออกดอกเป็นกระจุกตามง่ามใบหรือยอด มีกลีบดอกประมาณ 8 กลีบ เรียงซ้อนกัน กลีบดอกเป็นจักรเล็กน้อย ดอกเล็กสีขาวนวลมีกลิ่นหอมมาก ผลรูปใข่หรือกลมรี ผลแก่มีสีแสด เนื้อในเหลืองรสหวาน ภายในมีเมล็ดเดียวขนาดผลกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร




ต้นพิกุลทอง นั้นชอบดินร่วนซุยที่มีความชื้นน้อย หรือปานกลางค่ะ ควรให้น้ำ 7-10 วันต่อครั้ง และเมื่ออายุครบ 4 ปี ก็สามารถทนต่อสภาพแบบธรรมชาติได้ วิธีการขยายพันธุ์ต้นพิกุลทองที่ไ้ด้ผลดีคือการเพาะเมล็ดน่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก ไผ่



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : ไผ่

คนไทยโบราณเชื่อกันว่า บ้านใดปลูก ต้นไผ่ ไว้ประจำบ้าน จะทำให้คนในบ้านมีความซื่อตรง ความบริสุทธิ์เพราะต้นไผ่มีการเจริญเติบโตแตกกิ่งก้านตรงและเรียบ ส่วนภายในปล้องมีความขาวสะอาดน่ะนะคะ ยิ่งถ้าเป็นต้นไผ่สีสุก โบราณก็ยิ่งมีความเชื่อว่า จะทำให้เจ้าของบ้านและผู้อาศัยเกิดความมั่งมี อยู่ดีมีสุข เหมือนกับชื่อของต้นไผ่สีสุกเพราะเป็นไม้มงคลนามนั่นเองค่ะ


ไผ่สีสุก

ต้นไผ่ นั้นเป็นไม้ยืนต้นที่ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแสงแดดจัดค่ะ ดังนั้นจึงนิยมปลูกไว้กลางแจ้ง ไผ่ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ลำต้นแตกเป็นกอ กอหนึ่งมีประกมาณ 20-50 ต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร มีลักษณะเป็นข้อปล้อง ผิวเกลี้ยงแข็ง สีเขียว หรือสีเหลืองแถบเขียว ลักษณะของข้อปล้อง ขนาด และสี ขึ้นกับชนิดของพันธุ์ ใบไผ่เป็นใบเดี่ยวแคบ ลักษณะคล้ายรูปหอก ขอบใจเรียบ ผิวใบสีเขียวมีขนอือน ๆ คลุมบนผิวใบ ใบกว้างราว 1-2 นิ้ว ยาวราว 5-12 นิ้ว ออกดอกเป็นช่อตามปลายยอด บริเวณข้อปล้อง เมื่อดอกแห้งก็จะตายไป ผลหรือลูกคล้ายเมล็ดขาวสาร ชนิดของไผ่ที่นิยมปลูกเป็นไม้มงคลได้แก่ ไผ่สีสุก ไผ่เหลืองทอง ไผ่น้ำเต้า และไผ่เตี้ย น่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก โป๊ยเซียน



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : โป๊ยเซียน

โป๊ยเซียน เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ที่ต้องการแสงแดดรำไรจนถึงแสงแดดจัดค่ะ ลำต้นของโป๊ยเซียนจะสูงประมาณ 3-5 ฟุต มีหนามแหลมปกคลุมทั่วลำต้น เปลือกสีเทาหรือเขียวจัด และเมื่อกรีดลำต้นดู ก็จะมียางสีขาว ใบโป๊ยเซียนเป็นใบเดี่ยวออกจากยอดและลำต้น โดยจะทะยอยกันออก ใบมีลักษณะมนรีค่อนข้างแคบเรียวแหลม ขอบใจเรียบ พื้นใบสีเขียว ดอกออกตามปลายกิ่งหรือส่วนยอด มีขนาดเล็ก สีแดง เหลือง ชมพู มีกลีบดอก 1 คู่ เป็นรูปไต มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ทั้งนี้ ลักษณะของลำต้น ใบ และดอก จะแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์น่ะนะคะ




มีความเชื่อกันว่า หากผู้ใดปลูกต้นโป๊ยเซียนให้ออกดอกได้ 8 ดอก ก็จะมีโชคลาภค่ะ รวมถึงครอบครัวใดที่ปลูกโป๊ยเซียนไว้ในบ้าน ก็จะช่วยชักนำโชคลาภมาให้สมาชิกทุกคนในบ้าน นอกจากนี้แล้ว ยังเชื่อว่า ต้นโป๊ยเซียนจะช่วยปกป้อง คุ้มครองเจ้าของ ให้มีความสงบสุข เพราะต้นโป๊ยเซียนนั้น เป็นตัวแทนของเทพเจ้าทั้ง 8 องค์ ได้แก่ เซียนพิการ เซียนหอสมุด เซียนอาจารย์ เซียนค้างคาวเผือก เซียนวนิพก เซียนสาวสวย เซียนกวี และเซียนถ้ำ ที่คอยคุ้มคอรงมนุษย์ให้สงบสุข และมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง


โป๊ยเซียน เป็นพืชที่ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขังเฉอะแฉะ ดังนั้นหากจะใช้ดินผสมที่มีขายอยู่ทั่วไป จึงควรผสมกากมะพร้าวสับเสริมด้วย เพื่อช่วยให้ดินระบายน้ำดีขึ้น โดยทั่วไปการเลี้ยงโป๊ยเซียนไม่ต้องใช้ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตมากนัก ส่วนใหญ่นิยมใช้ปุ๋ยมาตรฐานสูตรเสมอ (16-16-16 หรือ 15-15-15) โรยในกระถางประมาณ 10-20 เม็ด ระวังอย่าให้ใกล้โคนต้นมาก เพราะอาจทำให้ต้นเหี่ยวเฉาได้ การใช้ปุ๋ยที่สลายตัวช้าจะช่วยให้ลดจำนวนครั้งในการใช้ปุ๋ยลง เช่น เมื่อใช้ปุ๋ยสูตรเสมอจะต้องให้เดือนละครั้ง แต่ถ้าเป็นปุ๋ยที่สลายตัวช้า ก็ให้ทุก 3 เดือน เป็นต้น

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก ประดู่




ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

พรรณไม้มงคล : ประดู่

ประดู่ เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ค่ะ ลำต้นของประดู่นั้นสูงได้ถึง 10-25 เมตร และเนื่องจากเป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัด ต้องการน้ำปานกลาง จึงมักนิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน การปลูกประดู่นั้นแนะนำให้ใช้ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน ในอัตรา 1:2 ผสมดินปลูก และควรปลูกให้มีระยะห่างที่เหมาะสม เพราะประดูเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มใหญ่



ลักษณะโดยทั่วไปของ ต้นประดู่ ผิวเปลือกลำต้นจะมีสีดำหรือเท่าน่ะนะคะ ลำต้นเป็นพู ไม่กลม แตกกิ่งก้านสาขากว้าง มีเรือนยอดทึบแตกเป็นสะเก็ดร่องตื้น ๆ ใบเป็นช่อแตกออกจากปลายกิ่ง มีใบย่อยประกอบประมาณ 6-12 ใบ ลักษณะใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใจเรียบเป็นมันสีเขียว ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง ดอกบานไม่พร้อมกัน มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลมีขนเล็ก ๆ ปกคลุม ขนาดผลโตประมาณ 4-6 เซนติเมตร




ในสมัยโบราณคนไทยเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นประดู่ไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่ค่ะ เพราะ ประดู่ คือ เครื่องหมายของความพร้อม ความร่วมมือร่วมใจและความสามัคคี มีพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ดอกของประดู่ยังมีลักษณะที่ระดมกันบานเต็มต้นดูลานตา ดังนั้นคนโบราณจึงได้เลือกเอาต้นประดู่เป็นไม้ประจำกอง กองทัพเรือ น่ะนะคะ

พรรณไม้มงคลในตอนที่แล้วของสวนแสนรัก ใบละบาท



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

พรรณไม้มงคล : ใบละบาท

ในสมัยโบราณคนไทยเชื่อกันว่า บ้านใดปลูกต้นใบละบาทไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความร่ำรวยด้วยเงินทองค่ะ เอีกทั้งหากผู้ใดปลูกต้นละบาท ให้สามารถมีใบที่สวยงามและมีจำนวนใบมากขึ้นจะทำให้มีเงินเพิ่มมากขึ้นด้วยเนื่องจากการแตกใบ1ใบก็มีค่าเท่ากับ1บาทนั่นเองน่ะนะคะ




ใบละบาท จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทเถาเลื้อยค่ะ ไม้พรรณนี้ต้องการแสงแดดจัด ดังนั้นจึงควรปลูกกลางแจ้ง ลำต้นอวบน้ำ มีความยาวประมาณ 10-15 เมตร เลื้อยไปได้ไกล แตกกิ่งก้านและใบคลุมแน่นทึบ สีของลำต้นจะมีสีเขียวและมีขนอ่อน ๆ คลุมทั่วต้น ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ แตกออกสลับกันเป็นคู่จากข้อของลำต้น ใบกว้างประมาณ 8-12 เซนติเมตรค ยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร ดอกมีสีชมพูออกเป็นช่อตามส่วนยอด ช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอกอยู่ประมาณ 3-5 ดอก ปลายดอกแยกเป็น 5 แฉก ตรงกลางดอกเป็นหลอดสีม่วง ลักษณะดอกคล้ายกับดอกผักบุ้งน่ะนะคะ

ต้นใบละบาท นั้้น นิยมปลูกในแปลงปลูกค่ะ และด้วยชนิดที่เป็นพรรณไม้เลื้อย จึงควรทำร้าน หรือค้าง,ซุ้ม เพื่อให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไป ขนาดหลุมปลูก 30x30x30x เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักและดินร่วน ในอัตรา 1:2 ผสมดินปลูก




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือจัดสวนสวยด้วยตนเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต