วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม้ผลในรั้วบ้าน : ทับทิม

ทับทิม นั้นเป็นไม้ผลขนาดเล็กที่มีใบเล็กและพุ่มโปร่งค่ะ ดังนั้นแม้เราจะมีบริเวณบ้านเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลูกต้นทับทิมได้ ทั้งการปลูกในกระถางหรือปลูกลงดินก็สะดวก ทับทิมนั้นมีสรรพคุณมากมาย นอกจากผลของทับทิมจะสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อปลูกในที่ที่มีอากาศเย็น แสงแดดจัด ซึ่งจะทำให้เปลือกของผลทับทิมมีสีแดงเข้มหรือสีเหลืองอมแดงน่าดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็นแล้ว ภายในผลทับทิม ยังมีเนื้อสีแดงสด กลิ่นหอม เป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวจีนอีกด้วย


ทับทิม


ชาวอาหรับนั้นถือว่าน้ำทับทิมเป็นยาบำรุงหัวใจค่ะ อีกทั้งชาวจีนก็ยังถือว่าทับทิมเป็นไม้มงคล เป็นของฝากที่ทรงคุณค่าสูง เป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์หรือความโชคดีนานานัปการ ดังนั้นจึงมีผู้นิยมปลูกต้นทับทิมกันเป็นจำนวนไม่น้อยทั่วโลก

ในเมืองไทยของเรานั้นมีพันธุ์ของทับทิมที่นิยมปลูกกันดั้งเดิมตามรั้วบ้าน หรือตามสวน 3 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ ทับทิมขาว,ทับทิมแดง และทับทิมหนู ซึ่งนิยมปลูกกันเป็นไม้ประดับน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกต้นทับทิมกันค่ะ

กลับมาพบกันใหม่กับสวนแสนรักในตอนหน้านะคะ :)



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต


วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

การเก็บผลละมุด

ละมุด เป็นไม้ยืนต้นที่หากดูแลดี ๆ ก็จะยืนต้นให้ผลไปจนมีอายุได้ถึง 80 ปีทีเดียวค่ะ

ผลละมุดจะเริ่มออกประปรายในช่วงปีที่ 3 ของการปลูก หลังจากนั้นก็จะออกเรื่อย ๆ ทุกปีอย่างสม่ำเสมอ โดยจะเริ่มติดผลในช่วงเดือนธันวาคม และโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวในเดือนมิถุนายน เมื่อผิวละมุดมีผิวเต่งใส

ละมุด

การเก็บละมุดควรใช้กรรไกรตัดให้ติดก้านขั้ว และล้างผิวผลละมุดให้สะอาดหลังเก็บ หากจะทำให้ผลดูสวยงามน่ารับประทานยิ่งขึ้น ก็สามารถย้อมสีด้วยปูนแดง ผลละมุดที่แก่และเก็บมาแล้วนั้นจะต้องนำมาบ่มให้สุกเสียก่อนค่ะ เพื่อจะให้ละมุดมีรสชาดที่ดี ไม่ฝาด วิธีบ่มก็ทำได้ไม่ยากโดยการนำเอาละมุดใส่กล่องหรือภาชนะใหญ่ ๆ จากนั้นนำกระสอบป่าน หรือผ้าหนา ๆ มาคลุมปิดเอาไว้ให้สนิท หากอากาศร้อนเพียงพอ เพียงสองคืนละมุดก็จะสุกได้ที่พร้อมรับประทานแล้วล่ะนะคะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกละมุด

ละมุด นั้นเป็นไม้ผลที่มีทรงพุ่มค่อนข้างกว้างค่ะ เมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มกว้างได้ถึง 4 เมตรเลยทีเดียว ดังนั้นการนำละมุดมาปลูกในบริเวณบ้าน จึงต้องคอยควบคุมทรงพุ่มและตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอ

วิธีปลูกละมุด ก็เหมือนกับวิธีปลูกต้นไม้ทั่วไปค่ืะ โดยนำกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกให้ต้นตั้งตรง กลบดินให้เสมอกับตุ้มกิ่งให้พอแน่น จากนั้นปักหลักให้ชิดกับต้นแล้วผูกเชือกกันลมโยก และทำเพิงกันแดดจัดให้บ้างเพื่อให้ต้นเติบโตแข็งแรงสู้แดดจัดได้




หลังปลูกละมุดให้ใช้ปุ๋ยเบอร์ 15-30-15 หรือ 10-52-17 ละลายน้ำ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บแล้วรดโคนต้นให้ชุ่ม ปุ๋ยจะช่วยให้ต้นออกรากได้เร็วขึ้น โดยสังเกตได้ว่าหากต้นละมุดเริ่มออกราก ก็จะเริ่มแตกใบอ่อน ควรระวังจับแมลงที่จะมากัดกินใบอ่อนที่ผลิใหม่ด้วยนะคะ

ต้นละมุดเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอค่ะ โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ควรให้ปุ๋ยดอกปีละครั้ง และควรบำรุงต้นด้วยปุ๋ยเคมีเป็นระยะ ๆ เนื่องจากละมุดเป็นไม้ผลที่เติบโตเร็วและให้ผลตลอดทั้งปีนั่นเองค่ะ

ในตอนหน้าของสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการเก็บผลละมุดด้วยกันนะคะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม้ผลในรั้วบ้าน : ละมุด

ละมุด นั้น จัดได้ว่าเป็นผลไม้ยอดนิยมที่คนไทยชอบรับประทานกันอีกชนิดหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่ใคร่จะมีคนนิยมปลูกต้นละมุดไว้ในบริเวณบ้านมากนัก เนื่องจากปัญหาในเรื่องการขัดล้างผิวผลและการบ่มที่ค่อนข้างยุ่งยากมากกว่าการซื้อมารับประทานเป็นครั้งคราว หากแต่เมื่อแบ่งประเภทของละมุดที่ได้รับความนิยมในการปลูกและซื้อหามารับประทานแล้ว ก็สามารถจะแบ่งละมุดออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน ก็คือ ละมุดไทย และละมุดฝรั่งน่ะนะคะ

ละมุด

ละมุดไทย หรือ ละมุดสีดา เป็นละมุดพันธุ์ที่มีอยู่ในเมืองไทยของเรามาเป็นเวลานานแล้วค่ะ ลักษณะของละมุดไทยหรือละมุดสีดานั้น จะมีลักษณะทรงพุ่มที่ไม่ทึบ ใบเป็นมัน โคนใบเรียว ผลมีขนาดเล็กสีน้ำตาลคล้ายมะเขือเทศสีดา และพบว่าปัจจุบันนี้มีผู้นิยมปลูกน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ส่วน ละมุดฝรั่ง หรือที่เราคุ้นเคยกับการเรียกสั้น ๆ ว่าละมุดโดยไม่มีชื่อสายพันธุ์ต่อท้ายนั้น เป็นละมุดที่พบเห็นกันได้บ่อย เพราะนิยมปลูกกันทั่วไป โดยสามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สาลี่ พันธุ์กระสวย พันธุ์ไข่ห่าน และพันธุ์มะกอก เป็นต้น

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกต้นละมุดเอาไว้รับประทานผลภายในรั้วบ้านของเรากันนะคะ :)


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

การห่อและการเก็บผลกระท้อน

ในช่วงต้นปีของทุกปีนั้น ส่วนใหญ่ กระท้อน จะเริ่มติดดอกออกผลค่ะ หากแต่เมื่อเราจะทำการห่อผลกระท้อน จะต้องรอจนกว่าผลกระท้อนจะเริ่มแก่ โดยผิวผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองอ่อนเสียก่อน จึงจะทำการห่อผล ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันแมลงเข้าเจาะทำลายผล และทำให้ผิวของผลกระท้อนสวยขึ้นอีกด้วย




วิธีการห่อผลกระท้อน ส่วนใหญ่แล้วในสมัยดั้งเดิมจะใช้ใบตองแห้งมาพับเป็นถุงสำหรับห่อค่ะ แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถใช้ถุงปูนซีเมนต์ หรือกระดาษเหนียว ๆ มาพับเป็นถุงเพื่อห่อก็ได้ แต่ไม่ควรใช้ถุงพลาสติกนะคะ เพราะจะทำให้ผลกระท้อนมีผิวที่กร้านและร่วงก่อนสุก อีกทั้งขณะที่ห่อผล ก็ควรเด็ดผลที่มีลักษณะไม่ดี หรือผลที่เบียดกันออกเสียบ้าง ให้เหลือเฉพาะผลสวย ๆ จะทำให้เราได้ผลกระท้อนที่มีคุณภาพน่าทานยิ่งขึ้น

กระท้อนที่แก่แล้วจะมีลักษณะผิวเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลค่ะ รสจะหวานและไม่ฝาด ไม่ควรปล่อยให้กระท้อนที่ผลแก่แล้วค้างต้นไว้นาน ๆ นะคะ เพราะจำทำให้เกิดกลิ่นบูดขึ้น เรียกว่าไส้เป็นน้ำหมาก และหลุดร่วงได้

กระท้อนที่ปลูกตามบ้านนั้น ไม่ค่อยมีศัตรูพืชร้ายแรงค่ะ ที่พบบ้างก็เป็นพวกแมลงกัดกินยอดอ่อน แมลงดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ทำให้ใบเป็นตุ่มเป็นหูด แต่ใบก็ยังคงสร้างอาหารได้ไม่ร่วงหล่น  นอกจากนี้อาจพบเจอแมลงเจาะไชทำลายต้นหรือกิ่ง หากพบก็ให้ใช้เหล็กแหลมแคะเอาตัวแมลงออกแล้วทำลายเสียน่ะนะคะ :)



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกและดูแลรักษากระท้อน

ต้นกระท้อน นั้น ต้องการเนื้อที่สำหรับปลูกระหว่างต้นห่างกันราว 4 เมตรค่ะ รวมั้งต้องมีการตัดแต่งกิ่งและตัดยอดทุกปี เพื่อให้ต้นเตี้ยลง ห่อผลง่าย

กระท้อน

กิ่งพันธุ์ที่นำมาปลูกส่วนใหญ่จะมาจากกิ่งทาบและติดตาน่ะนะคะ เนื่องจากกิ่งพันธุ์ชนิดนี้จะทำให้ต้นมีรากแก้วที่แข็งแรงกว่าการปลูกด้วยวิธีอื่น และมี วิธีการปลูกต้นกระท้อน ดังนี้ค่ะ

1. ขุดหลุมปลูกกว้างขนาด 50x50 เซนติเมตร
2. นำปุ๋ยอินทรีย์ผสมดินรองก้นหลุม
3. นำต้นพันธุ์ลงปลูก ระวังอย่าให้รากขาดมาก
4. กลบดินลงหลุม แล้วนำไม้หลักมาปักข้างต้น ผูกเชือกเพื่อกันล้ม รดน้ำให้ชุ่ม หากแสงแดดจัดก็ควรหาวัสดุบังแดดให้ด้วย

กระท้อนนั้นเป็นไม้ผลที่ชอบน้ำค่ะ ขณะเดียวกันก็ทนความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นจึงต้องการน้ำมากในระยะแรกของการปลูก หลังจากนั้น 2-3 ปี ก็สามารถเติบโตได้ในธรรมชาติ ต้นที่ขาดน้ำจะแสดงอาการใบเหี่ยว ดังนั้นจึงต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังอย่าให้น้ำขังโคนต้น ควรระบายน้ำออกให้ดีโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนน่ะนะคะ

เมื่อต้นกระท้อนโตพอจะเริ่มติดผล จะต้องการความแห้งแล้งสักระยะเวลาหนึ่งก่อนออกดอกค่ะ เมื่อใบแก่ร่วงก็จะแตกใบใหม่แล้วจึงออกดอก เมื่อออกดอกติดผลแล้วจึงทำการให้น้ำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว

ปุ๋ยที่ควรใส่นั้นควรใส่ทุกปี เพื่อให้ดินดีค่ะ โดยใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 2-4 ช้อนโต๊ะละลายน้ำ 1 ปี๊บ รดรอบ ๆ ต้น หรือหว่านบาง ๆ แล้วจึงรดน้ำก็ได้ เมื่อต้นโตให้ผลแล้ว ควรใส่ปุ๋ยสูตร 10-10-14 หรือ 15-15-15 , 16-16-16 โดยทำการหว่านรอบต้น พรวนดินหรือทำรางดินรอบต้นแล้วใส่ลงรางดิน โดยใช้ประมาณ 1 กระป๋องนมสดต่อต้นสำหรับต้นยังอายุน้อย และใส่เพิ่มขึ้นจนถึง 2-3 กิโลกรัมต่อต้นเมื่อต้นอายุมากขึ้น แต่หากดินที่เราปลูกเป็นดินที่มีธาตุอาหารและอินทรีัย์วัตถุดี ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย เพราะกระท้อนเป็นไม้ที่รากหากินได้ไกลอยู่แล้วน่ะนะคะ

นอกจากนี้แล้วควรตัดแต่งกิ่งกระท้อนเพื่อควบคุมทรงพุ่มไม่ให้ต้นสูงเกินไปค่ะ ควรตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลแล้ว โดยตัดกิ่งที่แห้งออก รวมไปถึงกิ่งแน่นทึบในทรงพุ่ม หรือกิ่งที่พุ่งขึ้นในทางสูง ทั้งนี้เพื่อให้เราได้มีความสะดวกในการดูแลรักษาและเก็บผลกระท้อนนั่นเองน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

กระท้อนห่อพันธุ์ที่นิยมปลูก

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

กระท้อนห่อ นั้น เป็นหนึ่งในสองสายพันธุ์ที่ปลูกกันในประเทศไทยน่ะนะคะ แต่กระท้อนห่อ ก็ยังสามารถแบ่งตามลักษณะพันธุ์ย่อย ๆ ลงไปได้อีกหลายชนิด ได้แก่

1. กระท้ือนห่อพันธุ์อีล่า 

กระท้อนห่อพันธุ์อีล่านั้น เป็นกระท้อนห่อพันธุ์พื้นเมืองของ จ.ปราจีนบุรี ค่ะ ลักษณะของกระท้อนพันธุ์นี้จะมีใบที่ใหญ่ ให้ผลดก และติดผลง่าย กระท้อนห่อพันธุ์อีล่าจะมีผลที่มีขนาดใหญ่มาก ผิวผลไม่เรียบ สีเหลืองสด เนื้อปุยหนา กลิ่นหอม เมล็ดเล็กและมีรสหวาน ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมปลูกกันในบ้านเราเป็นจำนวนมาก

กระท้อนห่อพันธุ์อีล่า

2. กระท้อนห่อพันธุ์ทับทิม

กระท้อนห่อพันธุ์ทับทิม นั้นเป็นกระท้อนห่อพันธุ์ดั้งเดิมของ ต.ตะลุง ค่ะ ลักษณะผลจะกลม ผิวสีเหลืองนวล เปลือกนิ่มและมีผลที่มีขนาดเล็กกว่าพันธุ์อีล่า แต่ก็ปลูกง่ายและโตเร็ว ติดผลง่ายให้ลูกดก จึงนิยมปลูกกันค่อนข้างมาก กระท้อนห่อพันธุ์นี้มีขั้วผลยาว ทำให้สามารถห่อผลได้สะดวก ผลจะมีรสชาดหอมหวาน และออกผลได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น

3. กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้าย

กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้าย เป็นกระท้อนห่อพันธุ์ดั้งเดิมที่มีผู้นิยมบริโภคมากที่สุดจาก ต.ตะลุงเช่้นกันค่ะ ลักษณะของกระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้าย จะมีลักษณะผลที่กลมใหญ่ และมีจุก สีผิวเหลืองนวลสวย ผลกลมแป้น รสชาดของกระท้อนห่อพันธุ์ทับทิมจะหวานกลมกล่อม เมล็ดโตแบน เนื้อในเป็นปุยสีขาวคล้ายปุยผ้าย แต่ไม่ติดผลดกนัก

กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้าย

4. กระท้อนห่อพันธุ์นิ่มนวล

กระท้อนห่อพันธุ์นิ่มนวลนั้น เป็นกระท้อนที่มีลักษณะเปลือกบาง เนื้อหนานิ่มไม่กระด้าง ทรงผลกลมแป้น ขั้วสั้น ปุยหุ้มเมล็ดหนาฟู รสหวาน เป็นที่นิยมปลูกกันอีกสายพันธุ์หนึ่งน่ะนะคะ

นอกจากกระท้อนห่อสามพันธุ์ข้างต้นแล้ว ยังมีกระท้อนห่ออีกหลายพันธุ์ที่ปลูกกันในประเทศไทยนะคะ เช่น พันธุ์เทพรส พันธุ์อีเมฆ พันธุ์เขียวหวาน พันธุ์ศรีสวัสดิ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์ก็มีลักษณะเฉพาะพันธุ์แตกต่างกันเล็กน้อย ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกและดูแลรักษาต้นกระท้อนด้วยกันต่อนะคะ :)




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน,วิกิพีเดีย
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม้ผลในรั้วบ้าน : กระท้อน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

แต่ก่อนนั้น กระท้อน ที่นิยมปลูกในเมืองไทยของเรานั้น มักเป็นกระท้อนพันธุ์พื้นเมือง ที่มีรสเปรี้ยว และมักนิยมปลูกแบบไม่ได้ใส่ใจดูแลรักษากันมากนักน่ะนะคะ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการนำเอากระท้อนที่มีลักษณะพันธุ์ที่ดีมาปลูกกันมากขึ้น มีพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีลูกใหญ่ เนื้อหนาฟู รสชาดดี รับประทานได้ทั้งผลสดและทำแช่อิ่ม แถมเปลือกยังนำมาทำแกง เผ็ด ๆ เปรี้ยว ๆ ได้อีกด้วย มาปลูกกันมากขึ้น ทำให้มีผู้ที่นิยมปลูกกระท้อนเอาไว้รับประทานในบ้านเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก




กระท้อนเป็นไม้ผลที่ให้ร่มเงาดีค่ะ แต่ก็มักจะมีใบร่วงบริเวณโคนต้น การปลูกจึงควรตัดแต่งกิ่งกระท้อนบ้าง เพื่อให้ต้นมีขนาดเล็กลง และให้เหมาะสมกับพื้นที่ในบริเวณบ้าน

กระท้อนที่นิยมปลูก ในเมืองไทยปัจจุบันนี้ แยกได้เป็นสองชนิดด้วยกันนะคะ นั่นคือ กระท้อนเปรี้ยว หรือพันธุ์พื้นเมือง กับกระท้อนห่อ หรือกระท้อนหวาน โดยกระท้อนพันธุ์พื้นเมืองที่มีรสเปรี้ยวนั้น จะมีลักษณะผลที่เล็ก รสฝาด ปุยน้อย จึงมักนำไปดองหรือทำอย่างอื่นมากกว่าการรับประทานสด และส่วนใหญ่กระท้อนพันธุ์นี้มักจะขึ้นเองโดยไม่มีผู้ปลูก

ส่วน กระท้อนหวาน หรือ กระท้อนห่อ จะมีลักษณะผลที่ใหญ่กว่ากระท้อนเปรี้ยวค่ะ ลักษณะผลก็จะกลมแป้นกว่า เปลือกหนาอ่อนนุ่ม รสหวานอมเปรี้ยว เนื้อในหนานุ่มเป็นปุย นิยมรับประทานสด เมื่อติดผลก็จะมีการห่อผลเพื่อป้องกันหนอนและแมลงเจาะ ทำให้เปลือกนุ่มขึ้น จึงเรียกกันว่ากระท้อนห่อนั่นเองนะคะ

ในตอนหน้าเราจะมาดูพันธุ์ต่าง ๆ ของกระท้อนห่อที่นิยมปลูกในเมืองไทยกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือไม้ผลในรั้วบ้าน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต