วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย นั้นสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทยค่ะ แ้ม้ว่าจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว แต่ก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยขึ้นฉ่ายที่คนไทยเรานิยมปลูกก็มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ ขึ้นฉ่ายจีน(พื้นเมือง) ซึ่้งเป็นขึ้นฉ่ายต้นเล็ก ก้านใบเล็กผอมยาว ใบและก้านใบ รวมทั้งก้าน ลำต้น มีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย นิยมนำมารับประทานเป็นผักสดประเภทยำ เช่น ยำหมูยอ ยำปลาทู ยำปลากรอบ ยำปลาสลิด เป็นต้น

ขึ้นฉ่าย
ส่วน ขึ้นฉ่าย อีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันก็คือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง หรือขึ้นฉ่ายหัวค่ะ ขึ้นฉ่ายชนิดนี้มีลักษณะก้านใบอวบใหญ่ ชนชาติฝรั่งและญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มซอสมะเขือเทศ,มันสตาร์ด หรือทำสลัด

ขึ้นฉ่ายนั้น ชอบขึ้นในดินที่ชุ่มชื้นและสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุค่ะ อีกทั้งยังต้องการแสงสว่างกึ่งร่มกึ่งแดด หรือหากได้รับแสงแดดเต็มวันก็เติบโตได้แม้ว่าจะไม่ดีเหมือนการปลูกแบบแรก ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกต้นขึ้นฉ่ายเอาไว้เป็นผักสวนครัวในรั้วบ้านของเรากันนะคะ

แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้าค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวปูเล่

ต้นปูเล่ นั้น เป็นพืชและผักสวนครัวที่นอกจากจะปลูกง่าย โตเร็ว ยังให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมายด้วยน่ะนะคะ ต้นที่อายุเพียงเดือนกว่า ๆ จะแตกใบใหม่วันละ 2 ใบทุกวัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ทำให้ปูเล่มีใบที่อัดกันแน่นเหมือนหัวกะหล่ำปลี และสามารถเก็บไปทำอาหารได้ทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ โดยปลิดครั้งละ 5-6 ใบ ด้วยการเด็ดใบล่างก่อน

การเก็บใบ ปูเล่ จะใช้วิธีโน้มใบล่างของต้นปูเล่ลงไปจนก้านใบหักออกจากต้นค่ะ ซึ่งการเด็ดใบแต่ละครั้ง ให้เหลือใบไว้กับต้นไม่น้อยกว่า 10 ใบ เพื่อให้ต้นโตต่อไปได้ ซึ่งถ้าหากเราปลูกไว้หลาย ๆ ต้น ก็จะสามารถเก็บใบไปประกอบอาหารหมุนเวียนได้บ่อยและตลอดไป

นอกจากนี้แล้วต้นปูเล่ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ก็จะมีลำต้นที่สูงมากกว่า 1 ฟุต น่ะนะคะ ดังนั้นถ้าลำต้นเริ่มเอียงทำมุม 45 องศากับพื้นที่วางตั้งกระถาง ก็จะแตกกิ่งแขนงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราก็สามารถตัดกิ่งแขนงเหล่านี้ไปปลูกลงกระถางใหม่ได้ ซึ่งถือว่าเป็นพืชผักที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก ๆ อีกชนิดหนึ่งค่ะ

ต้นปูเล่


เรีียบเรียงข้อมูลจาก คู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกปูเล่

ต้น ปูเล่ ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันนี้แบ่งได้ออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือต้นปูเล่ที่มีลักษณะหัวห่อคล้ายกะหล่ำปลี และต้นปูเล่ที่มีใบเป็นก้านยาวคล้ายคะน้า ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์จากปูเล่ชนิดแรก

ปูเล่
การปลูกต้นปูเล่ไำว้เป็น ผักสวนครัว นั้น ควรปลูกไว้ในกระถางค่ะ เนื่องจากทำให้เราดูแลรักษาได้ง่าย โดยปลูกในกระถางปากกว้างราว 12 นิ้ว และควรเตรียมดินในมีลักษณะร่วนโปร่ง เพื่อให้ระบายน้ำและอากาศได้ดี โดยผสมดินเข้ากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก,ขี้เถ้าแกลบ และทรายหยาบที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งดินที่ผสมแล้วนี้เมื่อเรารดน้ำ น้ำก็จะซึมถึงก้นกระถางอย่างรวดเร็ว และทำให้ดินเปียกชุ่มเสมอกัน เหมาะกับนิสัยการเจริญเติบโตของปูเล่

ต้นปูเล่นั้นค่อนข้างเติบโตเร็วค่ะ ต้นที่มีอายุเดือนกว่า ๆ จะแตกใบใหม่วันละ 2 ใบทุกวัน ลักษณณะเช่นนี้ทำให้ใบอัดตัวกันแน่น กลายเป็นหัวกะหล่ำปลี และการที่มีใบเยอะ ก็ทำให้การเจริญเติบโตของรากดีด้วยเช่นกัน รากจึงดูดซับน้ำและธาตุอาหารได้มาก ดังนั้น ควรปลูกในกระถางที่มีจานรองน้ำเสมอเพื่อไม่ให้ต้นปูเล่ขาดน้ำ อันจะทำให้ต้นปูเล่เกิดอาการเฉา ทรุดโทรมได้ง่ายน่ะนะคะ

สำหรับบางบ้านนั้นก็นิยมปลูกต้นปูเล่เอาไว้เป็นไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งด้วยเช่นกันค่ะ หากต้องการให้ต้นปูเล่ดูสวยงามเป็นปลีเหมือนดอกกุหลาบ ก็ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และควรใส่ปุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16 กระถางละ 2 ช้อนชา เดือนละครั้ง แต่ไม่ควรใส่ปุ๋ยชิดโคนต้นนะคะ เพราะอาจทำให้โคนเน่าและต้นปูเล่ตายได้ค่ะ

ในตอนหน้าของบล็อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวปูเล่ด้วยกันนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://www.bankasetporpeang.com/webboard/index.php?topic=530.15

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปูเล่

ปูเล่ นั้นเป็น ผักสวนครัว อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสวนแสนรักอยากจะแนะนำให้ทำการปลูกไว้เป็นผักสวนครัวในรั้วบ้านค่ะ เนื่องจากปูเล่เป็นผักที่มีรสชาดอร่อย สามารถเก็บใบไปรับประทานได้ตลอดทั้งปี (โดยเด็ดใบล่างขึ้นไปเรื่อย ๆ) ปลูกครั้งหนึ่ง ๆ มีอายุยืนยาวไม่ต่ำกว่า 2 ปี แถมมีแขนงที่ขึ้นตามลำต้นที่เราสามารถแยกไปปลูกขยายเพื่อเพิ่มจำนวนได้อีก การที่ปูเล่เติบโตได้ดี ปลูกง่ายในกระถาง จึงเหมาะสำหรับสวนครัวที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดน่ะนะคะ

ปูเล่
ปูเล่ มีชื่อเรียกอีกชนิดหนึ่งว่า กุเหล่ ค่ะ เนื่องจากเป็นผักสวนครัวที่พบมากทางภาคใต้ คำว่า กุเหล่ นี้แปลว่า กะหล่ำปลี คาดว่าเป็นพืชผักที่มีการนำมาปลูกจากประเทศจีน ในช่วงที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐาน โดยชาวจีนได้ปลูกใส่กระถางไว้บนเรือและเก็บบริโภคระหว่างการเดินทาง นอกจากจะมีรสดชาดอร่อย เก็บรับประทานได้นานวันแล้ว ยังมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน โดยปูเล่ 100 กรัม ให้พลังงาน 30 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 23 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม แคลเซียม 151 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 4.5 กรัม โพแทสเซียม 54 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.11 มิลลิกรัม วิตามินซี 63 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.07 มิลลิกรัม

ที่สำคัญก็คือปูเล่ยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วยค่ะ การรับประทานปูเล่ซึ่งมีเบต้า-แคโรทีนสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ แถมยังมีวิตามินซี ซึ่งช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันและโรคหวัด และมีแคลเซียมช่วยในการบำรุงกระดูกอีกด้วยนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกต้นปูเล่ด้วยกันค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=16331.0
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกผักกวางตุ้ง

กวางตุ้ง พันธุ์ที่นิยมปลูกนั้นมีหลายพันธุ์ค่ะ เช่น กวางตุ้งพันธุ์ดอก จะเป็นพันธุ์ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยว 30-40 วัน ,พันธุ์ใบ มีหลายพันธุ์ ลักษณะแตกต่างกัน มีทั้งพันธุ์ก้านใบแบน เช่น ผักกาดฮ่องเต้ พันธุ์ก้านใบมน และพันธุ์ก้านใบกลม ได้แก่ พันธุ์ผักกาดกวางตุ้งที่จำหน่ายตามร้านค้าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป พันธุ์เหล่านี้อายุเก็บเกี่ยวราว 40-50 วัน

ผักกวางตุ้ง

การเตรียมดินสำหรับปลูก ผักกวางตุ้ง นั้น ต้องเตรียมดินให้มีความโปร่ง โดยไถตากหน้าดินไว้ประมาณ 7 วัน ไถพรวนเพื่อกำจัดแมลง โรคและวัชพืชอีกราว 1-2 ครั้ง จากนั้นยกร่องขุดหน้าดินลึกสักประมาณ 20-25 เซนติเมตร แล้วทำการหยอดเมล็ดผักกวางตุ้งลงหลุมละ 3-5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ 20-25 เซนติเมตรเช่นกัน โดยแต่ละแถวควรห่างกันประมาณ 40-50 เซนติเมตรน่ะนะคะ 

หลังจากหยอดเมล็ดลงหลุมแล้วก็ให้กลบดินบาง ๆ และรอจนกว่าต้นกล้าจะงอกได้ราว 15 วัน จึงจะทำการถอนแยกให้เหลือเพียงหลุมละต้น รดน้ำเช้า-เย็นทุกวัน โดยการทำบังแดดให้ด้วย เมื่อครบ 5 วันแล้ว จึงนำเอาที่บังแดดออกให้กวางตุ้งได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ใส่ปุ๋ยยูเรียโดยผสมน้ำรดโคนต้นและพรวนดินบ้าง เพื่อใ้ห้กวางตุ้งเติบโตได้ดี

เมื่อกวางตุ้งอายุได้ราว 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วค่ะ โดยการใช้วิธีตัดบริเวณโคนต้นด้วยมีดคม ๆ เพราะจะไม่ทำให้ต้นช้ำเสียหายเหมือนการใช้วิธีดึงเอานั่นเองน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือ คู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผักกวางตุ้ง

ผักกวางตุ้ง หรือ ผักกาดเขียวกวางตุ้ง เป็นพืชผักที่มีอายุปีเดียว ที่ใช้ส่วนของใบและก้านใบในการบริโภคค่ะ ผักกวางตุ้งเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากจะมีปลูกกันมากทางแถบมณฑลกวางตุ้งของจีน ฮ่องกง ไต้หวันแล้ว คนไทยเราก็นิยมบริโภคกันมาก เนื่องจากมีรสดชาดที่หวาน กรอบ ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว และนำมาประกอบอาหารได้หลายหลาก ทั้งประเภท ผัด แกงจืด ผักจิ้ม สามารถปลูกได้ทุกฤดู จึงนิยมปลูกกันทั่วประเทศทั้งในรูปของสวนผักเพื่อการค้า และสวนผักในรั้วบ้านเพื่อบริโภคกันในครอบครัว

ผักกวางตุ้ง
ผักกาดเขียวกวางตุ้งที่ปลูกมีอยู่หลายชนิดด้วยกันค่ะ ที่นิยมปลูกและบริโภคกันมากคือ ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบ สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีธาตุอินทรีย์วัตถุสูง มีความชื้นพอเพียง และมีแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้ง จะอยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส แต่ก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีเช่นกันน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกผักกวางตุ้งกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ


เรียบเรียงข้อมูลและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำดอก

เนื่องจาก กะหล่ำดอก จะมีหลายพันธุ์ เช่นเดียวกับพืชผักในตระกูลกะหล่ำ พันธุ์ของกะหล่ำดอกจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ตามอายุดังนี้

1. กะหล่ำดอกพันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นคือ ประมาณ 60-75 วัน ได้แก่ พันธุ์เออลี่ สโนว์บอลล์ (Early snowball) มีอายุการ เก็บเกี่ยว ประมาณ 60-75 วัน พันธุ์ Burpeeana มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 58-60 วัน และพันธุ์ Snow drift มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 63-78 วัน

2. กะหล่ำดอกพันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลางคือ ประมาณ 80-90 วัน ได้แก่ พันธุ์ Snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Halland erfurt improve มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน และพันธุ์ Cauliflower main crop snow fall มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน

3. กะหล่ำดอกพันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานประมาณ 90-150 วัน ได้แก่ พันธุ์ Winter มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน และพันธุ์ Putna มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน



วิธีการเก็บเกี่ยว ให้สังเกตได้จาก ขนาดของดอกที่มีขนาดโตเต็มที่ และเป็นก้อนแน่นก่อนการยืดตัวไปเป็นช่อดอกค่ะ ทั้งนี้อาจจะนับจากจำนวนวันที่ดอกเริ่มเจริญพอสังเกตเห็นได้ และนับต่อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็เก็บเกี่ยวได้หากอากาศไม่หนาวเกินไป นอกจากนั้นอาจสังเกตได้จาก อายุการเก็บเกี่ยวของ กะหล่ำดอก แต่ละพันธุ์ โดยพันธุ์เบาจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วันหลังจากย้ายกล้า และพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วันหลังจากการย้ายกล้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการเก็บเกี่ยวก็ให้ใช้มีดตัดดอกกะหล่ำ โดยตัดให้มีส่วนของใบบริเวณใกล้ดอกติดมา ด้วยสัก 2-3 ใบนะคะ เพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการขนส่ง และเพื่อจะเก็บไว้รับประทานได้นาน และควรเลือกตัดดอกที่ยังอ่อนแต่โตเต็มที่แล้วคือ สังเกตจากดอกกำลังมี สีครีม และหน้าดอกเรียบค่ะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก http://www.vegetweb.com/
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วิธีปลูกกะหล่ำดอก

วิธีปลูก กะหล่ำดอก นั้น จะใช้วิธีเพาะกล้าในแปลงเพาะ หรือภาชนะทรงปากว้างก่อนก็ได้ค่ะ โดยทำการเตรียมดินด้วยกันย่อยดินให้ละเอียดผสมปุ๋ยคอกและขี้เถ้าแกลบให้เข้ากัน ขุดหลุมให้ห่างกันราว 5 เซนติเมตร แต่ละแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ด กลบดินเบา ๆ แล้วรดน้ำเช้าเย็น เมื่อต้นกล้างอกแล้วจึงถอนแยก ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ก่อนจะทำการถอนย้ายไปปลูกในแปลงจริงเป็นลำดับถัดไป

กะหล่ำดอก
และเนื่องจาก กะหล่ำดอก  เป็นผักที่มีทรงดอกค่อนข้างใหญ่น่ะนะคะ ดังนั้น การปลูกจึงต้องเตรียมดินให้ร่วนโปร่ง และลึกไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร รดน้ำจนดินชุ่ม ขุดหลุมให้กว้างและลึกราว 10-15 เซนติเมตร ปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ระหว่างแถวห่างกัน 60 เซนติเมตร ความกว้างของแปลงยกร่องราว 4-5 เมตร หลังปลูกไม่ต้องให้น้ำมากนักในระยะตั้งตัว เพื่อป้องกันโรคเน่าและเชื้อรา ส่วนช่วงที่ออกดอกจะขาดน้ำไม่ได้เลย เพราะเป็นช่วงที่ต้องการน้ำมากขึ้น

การใส่ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 ก็ได้ โดยใส่รองก้นหลุม และเมื่ออายุ 30-40 วันหลังปลูก โดยโรยใส่ข้างต้นแล้วพรวนดินกลบ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำดอกด้วยกันนะคะ




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก นั้น เป็น ผักสวนครัว อีกชนิดที่มีผู้นิยมปลูกไว้รับประทานหรือซื้อหามารับประทานกันเป็นอย่างมากค่ะ เนื่องจากกะหล่ำดอกมีรสชาดที่อร่อย สามารถนำมาทำอาหารได้หลายชนิด ทั้งผัด แก สตู ดอง หรือแม้ใช้เป็นผักเครื่องเคียงก็ยังได้

กะหล่ำดอก

ส่วนใหญ่แล้ว กะหล่ำดอก นั้นมักต้องปลูกในฤดูหนาวค่ะ เพราะเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็นเหมือนกะหล่ำปลี แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการวิจัยจนได้พันธุ์ใหม่ ๆ อีกหลายพันธุ์ ซึ่งสามารถปลูกได้ทุกฤดู ขอเพียงแต่มีอากาศที่เย็นสักหน่อยในช่วงกลางคืนเท่านั้น 

กะหล่ำดอก มีลำต้นที่สูงประมาณ 40-55 เซนติเมตร ขนาดดอกหนักประมาณ 0.5-1.20 กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร และมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-90 วัน เป็นพืชผักที่ใช้บริโภคส่วนของดอกที่อยู่บริเวณปลายยอดของลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวถึงเหลืองอ่อน อัดตัว กันแน่น อวบและกรอบ เรียกว่า ดอกกะหล่ำ ถ้าหากปล่อยให้เจริญเติบโตพัฒนาต่อไป ก็จะเป็นช่อดอก และ ติดเมล็ดได้

นอกจากกะหล่ำดอกจะมีรสชาดที่ถูกปากผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผักที่มีประโยชน์กับร่างกายคนเราอีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ จากผลการวิจัยพบว่า กะหล่ำดอกมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็ง (carcinogen) ออกจากเซลร่างกายคนเราได้ นั่นคือ สารซัลโฟราเฟน และทำให้มีการผลิตเอมไซม์-phase II ในร่างกายมากขึ้น สามารถไปลดการผลิตเอ็มไซม์-phase I ที่เป็นอันตราย (เอ็มไซม์ชนิดหลังนี้สามารถไปทำอันตรายต่อสารพันธุกรรมภายในเซล) และยังมีวิตามินซีสูงมาก โดยดอกกะหล่ำ 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 96 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าที่ร่างกายเราต้องการใน 1 วัน คือ 60 มิลลิกรัม เสียอีก จึงช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้ด้วยน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกกะหล่ำดอกด้วยกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ





เรียบเรียงข้อมูลและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี ธรรมดา ๆ ที่ปลูำกกันทั่วไปนั้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุประมาณ 60 วันหลังการปลูกค่ะ หากเป็นกะหล่ำปลีพันธุ์หนักก็จะต้องใช้เวลานานกว่านี้กว่าเท่าตัว วิธีการเลือกเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี ก็ให้เลือกหัวกะหล่ำที่มีลักษณะแน่น โดยใช้มีดคัตเตอร์ตัดให้มีใบนอกหุ้มหัวติดมาด้วย เพื่อเป็นตัวกันกระแทกไม่ให้ส่วนในช้ำ และมีเคล็ดลับว่า หากจะตัดหัวกะหล่ำมาทำอาหาร ก็เพียงตัดเอาแต่เฉพาะหัวด้านในตรงที่เป็นหัวกลม ๆ ออกมาเท่านั้นก็พอ ส่วนตอที่เหลือก็จะแตกแขนงและมีหัวใหม่ให้เราเก็บได้อีก

กะหล่ำปลี
กะหล่ำปลี นั้นเป็นผักที่มีรสชาดดี และมีคุณค่าทางอาหารสูงค่ะ คือนอกจากจะอุดมไปด้วยวิตมินซีแล้วก็ยังมีสารที่ช่วยการต่อต้านการก่อตัวของมะเร็งได้อีกด้วย แถมยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลายหลากและมีอายุและการเก็บรักษาได้นานวัน จึงเป็นพืชผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่น่าจะปลูกไว้รับประทานในครัวเรือนนะคะ :)

เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปลูกกะหล่ำปลี

การปลูก กะหล่ำปลี เป็น ผักสวนครัว นั้น เราจะต้องเริ่มต้นที่การเพาะเมล็ดเพื่อให้ได้กล้าในกระถางก่อนค่ะ โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายหรือหยอดลงหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด ห่างกันหลุมละ 5-10 เซนติเมตร แล้วหว่านดินผสมปุ๋ยหมักกลบหน้าบาง ๆ ก่อนใช้หญ้าแห้งหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ปูทับด้านบนสัก 2 ชั้น แล้วรดน้ำให้ชุ่มเสมอจนกว่าเมล็ดจะงอก


เมื่อเมล็ดงอกแล้วราว 20-25 วันจึงย้ายไปปลูกในแปลงหรือกระถางขนาดใหญ่ค่ะ โดยหากปลูกลงดิน ระยะห่างระหว่างต้นควรอยู่ราว ๆ 40-75 เซนติเมตร แต่ละแถวห่างกันประมาณ 60-70 เซนติเมตร และควรทำร่มบังแดดให้สัก 3-4 วัน เพื่อให้ต้นกล้าไม่โทรมแดด

สำหรับการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มหลังจากปลูกได้ราว 15-20 วันค่ะ โดยใส่ปุ๋ยพวกยูเรียซึ่งจะทำให้ได้ใบงาม ช่วงอายุ 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 ต้นละ 2 ช้อนชา หรือใส่ปุ๋ยคอกต้นละ 1 กำมือก็ได้ และทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยต้องกลบดินไว้ วันรุ่งขึ้นจึงจะรดน้ำน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลีกันค่ะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในครั้งหน้านะคะ :)


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://www.jeban.com/userfiles/uploads/2008/04/cabbage_jeban.com_1.jpg

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี นั้นเป็นผักที่มีมีรสดชาดอร่อย รับประทานได้ทั้งดิบและสุก มีคุณค่าทางอาหารสูง ปลูกง่าย มีอายุการเก็บรักษาได้นานวัน ดังนั้นจึงเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกทั้งเพื่อเป็นอาชีพและปลูกเพื่อรับประทานกันในครัวเรือนน่ะนะคะ

สมัยก่อน กะหล่ำปลีมักจะปลูกได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว เนื่องจากกะหล่ำปลีจะชอบอากาศหนาวเย็นและความชื้นสูง อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 7.2-29.4 °C และต้องไม่เกิน 37.7 °C เพราะจะทำให้ได้ผลผลิตไม่ดีหรืออาจตายได้ ดังนั้น จึงมีการปลูกกะหล่ำปลีเฉพาะทางภาคเหนือของบ้านเรา ต่อมาได้มีการคิดค้นพันธุ์ที่ทนร้อนขึ้นค่ะ เราจึงเห็นการปลูกกะหล่ำปลีได้ในหลายพื้นที่และปลูกได้ในหลายฤดูกาล

กะหล่ำปลี ที่นิยมปลูกนั้นมีหลายพันธุ์ด้วยกันค่ะ อาทิเช่น กะหล่ำปลีแบบธรรมดา ซึ่งมีผู้นิยมปลูกกันมาก เนื่องจากทนร้อนได้ดี ขายง่าย มีหลายลักษณะ ทั้งแบบหัวกลม หัวแป้น หัวแหลมรูปหัวใจ ใบมีสีเขียวแก่และเขียวอ่อน ส่วนกะหล่ำปลีสีแดงก็มีการปลูกรองลงมาค่ะ ลักษณะจะไม่ออกแดงเสียทีเดียว แต่จะออกไปทางสีม่วงทับทิม ลักษณะหัวค่อนข้างกลม แต่พันธุ์นี้ต้องการอากาศหนาวเย็นพอสมควรในการปลูก

กะหล่ำปลี
อีกชนิดหนึ่งก็คือกะหล่ำปลีใบย่น จะมีลักษณะใบที่หยิก ย่น และเป็นคลื่น ชนิดนี้ต้องปลูกในที่เย็นจึงจะเจริญเติบโตได้ดี กะหล่ำปลทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าจะแบ่งอายุตามการเก็บเกี่ยวก็จะแบ่งได้เป็นสามแบบด้วยกัน นั่นก็คือ แบบพันธุ์หนัก อายุการเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลาง อายุเก็บเกี่ยว 80-90 วัน และพันธุ์เบา อายุการเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ที่นิยมที่สุดก็จะเป็นพันธุ์เบาน่ะนะคะ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่สามารถปลูกได้แม้จะมีอากาศไม่หนาวเย็นเท่าใดนัก

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกกะหล่ำปลีไว้ในสวนครัวบ้านเรากันค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีเก็บเกี่ยวผักคะน้า

ผักคะน้า นั้น ถือเป็นผักยอดนิยมในการนำมาประกอบอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคชนิดหนึ่งทีเดียวนะคะ เรานิยมรับประทานกันทั้งคะน้าต้นเล็กและต้นใหญ่ ซึ่งการปลูกก็จะแตกต่างกันเล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามความต้องการของผู้ปลูก นั่นก็คือคะน้าต้นเล็กจะใช้วิธีปลูกให้แต่ละต้นมีความถี่ ชิดกันค่อนข้างมาก ในขณะที่หากอยากปลูกคะน้าต้นใหญ่ไว้รับประทานก็ต้องปลูกเว้นระยะให้ห่างกว่าชนิดแรก

ผักคะน้า
แต่การปลูกคะน้าทั้งสองวิธีนั้น ก็จะมีอายุของการเก็บเกี่ยวเท่า ๆ กันค่ะ นั่นก็คือ จะเก็บเกี่ยวได้เมื่อปลูกไปแล้ว 45-60 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันหมดทั้งแปลง แต่หากต้องการยืดอายุให้เก็บเกี่ยวคะน้าได้หลายเดือน ก็ต้องใช้มีดที่คม,บาง และสะอาด ตัดให้เหลือใบที่โคนต้นอย่างน้อย 2 ใบ ซึ่งต่อมาตรงมุมใบทั้งสองก็จะแตกต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ มุมใบละ 1 ต้น เว้นระยะอีก 1 เดือนก็สามารถตัดได้เป็นครั้งที่สอง และตัดทิ้งไว้อีกต้นละ 2 ใบ คะน้าก็จะแตกยอดใหม่มาเป็น 4 ยอดเรื่อย ๆ จนถึงครั้งที่ 3 ระหว่างนี้หากต้นคะน้าเกิดอาการโทรม ก็ควรหมั่นละลายปุ๋ยยูเรียรดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต้นคะน้า ก็จะแข็งแรงขึ้นและเก็บเกี่ยวต่อไปได้อีก ไม่น้อยกว่า 5 ครั้งเลยทีเดียวค่ะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจาก http://www.sanyasi.org/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกคะน้า

เรานิยมบริโภค คะน้า กันทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ค่ะ ดังนั้น หากจะปลูกเป็นผักสวนครัวที่บ้าน ก็ควรที่จะแยกปลูกเป็น 2 แปลงน่ะนะคะ ทั้งนี้ต้นคะน้าจะใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับระยะที่ปลูกว่าปลูกห่างและถี่เท่าใด หากปลูกให้แต่ละต้นชิดกันมาก ต้นก็จะเล็ก และหากเว้นระยะการปลูกระหว่างต้นให้มากหน่อย ต้นก็จะโตเท่ากับที่มีขายตามท้องตลาด

ผักคะน้า
การเตรียมดิน ปลูกคะน้า นั้น จะต้องทำการพรวนดินให้ร่วนละเอียดเสียก่อนค่ะ เนื่องจากเมล็ดของคะน้ามีขนาดเล็กและกลม หากไม่พรวนดินให้ละเอียดก็จะทำให้เมล็ดร่วงลงไปอยู่ใต้ดินลึกเกินไป จนเมล็ดงอกไม่พ้นผิวดิน ต้นอาจจะไม่งอก หรือหากงอกเราก็จะได้ต้นกล้าคะน้าที่อ่อนแอ เจริญเติบโตไม่ค่อยดีเนื่องจากคะน้าใช้สารอาหารในเมล็ดหมดเสียก่อน

หลังจากพรวนดินให้ละเอียดแล้วควรหว่านปุ๋ยคอกผสมกับดินให้เป็นเนื้อเดียวกัน ลึกราว 10 เซนติเมตรค่ะ โดยใช้ปุ๋ยคอก 3-4 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร จากนั้นจึงหว่านเมล็ดคะน้าลงไป และกลมเมล็ดอีกครั้งด้วยปุ๋ยหมักบาง ๆ รดน้ำด้วยบัวตาถี่จนชุ่ม

ต้นกล้าคะน้าจะเริ่มงอกหลังจากหว่านได้ราว 7 วันค่ะ หากต้องการคะน้าต้นเล็กก็ไม่ต้องถอนแยก แต่หากต้องการคะน้าต้นใหญ่จะใช้วิธีปลูกโดยการหยอดเมล็ดเป็นหลุม ๆ ระยะห่างระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ดแทน เมื่อคะน้าเริ่มงอกจึงเด็ดต้นเล็กที่ไม่แข็งแรงทิ้งไปเหลือไว้เพียงหลุมละต้นเท่านั้นน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีเก็บเกี่ยวผักคะน้าด้วยกันค่ะ :)




เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว โดยโครงการหนังสือเกษตรชุมชน
ภาพประกอบจาก http://variety.teenee.com/foodforbrain/3523.html 

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คะน้า

คะน้า นั้นถือเป็นผักใบเขียวยอดนิยมที่นิยมรับประทานกันทั่วไปสำหรับคนไทยอีกชนิดหนึ่งทีเดียวน่ะนะคะ เนื่องจากผักคะน้ามีรสชาดที่อร่อย ถูกปากผู้บริโภค และสามารถนำมาทำอาหารได้หลายหลาก อีกทั้งยังสามารถปลูกได้ง่าย ไม่เปลืองพื้นที่ และมีอายุการเก็บเกี่ยวเพียง 45-60 วันนับจากวันที่ปลูกเท่านั้น


คะน้า ที่นิยมปลูกกันในบ้านเรานั้น คือ พันธุ์คะน้าจีนค่ะ ซึ่งก็จะสามารถแบ่งออกได้อีก 3 ประเภทด้วยกัน คือ คะน้าใบกลม ลำต้นอวบใหญ่ ใบกลมหนา ก้านเล็ก , คะน้าใบแหลม ลักษณะใบแคบ ปลายใบแหลม และคะน้ายอด หรือคะน้าก้าน ซึ่งจะมีลำต้นที่อวบใหญ่เช่นกัน

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกคะน้ากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ :)



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต