วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลี นั้น เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี กะหล่ำดอกและคะน้า ค่ะ การปลูกนั้นก็สามารถปลูกได้ง่าย ขึ้นได้ดีในดินร่วนที่มีการระบายอากาศได้ดีเช่นเดียวกับผักกวางตุ้ง


การเตรียมดินเพื่อปลูก ผักกาดเขียวปลี นั้น ขั้นตอนแรกก็ให้ขุดดินเป็นร่อง เพื่อนำดินขึ้นมาตากแดดสัก 3-4 วันค่ะ จากนั้นก็ให้ใส่ปุ๋ยคอกลงในร่อง และนำดินที่ขุดขึ้นมาตากกลบทับลงไป เมื่อเตรียมดินพร้อมแล้วจึงทำการหยอดเมล็ดใส่หลุม หรือนำต้นกล้าที่เพาะไว้มาทำการปลูกใส่หลุม กดลงในหลุมให้แน่นเล็กน้อยแล้วจึงรดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูก 4-5 วัน ควรหาที่กำบังแดดให้ต้นอ่อนเพื่อไม่ให้ต้นผักกาดเขีึยวปลีที่เพิ่งปลูกนั้นเหี่ยวเฉา และควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นผักกาดเขียวปลีเริ่มโตตั้งตัวได้ ก็ให้นำเอาที่บังแดดออก และทำการพรวนดินเมื่อผักมีอายุ 15-20 วัน และพรวนต่อไปทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง

ปุ๋ยที่ใช้กับต้นผักกาดเขียวปลีควรเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้ค่ะ เมื่อปลูกได้ประมาณ 55-75 วัน ก็จะสามารถเก็บผักกาดเขียวปลีมารับประทานได้ แต่ควรเก็บผักช่วงเช้าเพราะจะได้ผักที่สดและคุณภาพดีกว่า เวลาเลือกตัดผักกาดเขียวปลี ควรเลือกตัดหัวที่ปลีแน่นได้ขนาดที่ต้องการ จากนั้นจึงนำไปทำการดองตามกรรมวิธีเพื่อเก็บไว้รับประทานต่อไปน่ะนะคะ




ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผักกาดเขียวปลี

ผักกาดเขียวปลี หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ผักโสภณ นั้น เป็นผักสวนครัวในตระกูลผักกะหล่ำอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเอาไว้รับประทานกันในครัวเรือนน่ะนะคะ เนื่องจากเป็นผักที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนที่ระบายอากาศได้ดี แต่ก็ไม่นิยมนำมาบริโภคกันสด ๆ เนื่องจากมีรสขม จะนิยมนำไปดองเพื่อนำมารับประทานมากกว่า ซึ่งเทคนิคการดองก็ง่าย ๆ เหมือนกับการดองผักทั่ว ๆ ไป จึงสามารถทำรับประทานเองได้ที่บ้าน


พันธุ์ของ ผักกาดเขียวปลี ที่นิยมปลูกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทค่ะ นั่นคือ พันธุ์ปลีกลม มีลักษณะใบที่กว้างหนา และมีน้ำหนักผลผลิตดีกว่าพันธุ์อื่น แต่ก็มักเกิดอาการปลีแตกที่ทำให้ผลผลิตด้อยลง ส่วนอีกพันธุ์หนึ่งก็คือพันธุ์ปลีแหลม พันธุ์นี้จะมีลักษณะหัวปลีแหลม น้ำหนักผลน้อยกว่าปลีกลม แต่ก็ไม่ค่อยเกิดปัญหาเรื่องปลีแตกมากนัก

ผักกาดเขียวปลี เป็นพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่าย อายุสั้น โตเร็ว ที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงน่ะนะคะ มีวิตามินและเกลือแร่หลายชนิดได้แก่ วิตตามินซี วิตตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และ เหล็ก จึงเป็นผักสวนครัวที่น่าปลูกไว้รับประทานที่บ้านอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียวน่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกผักกาดเขียวปลีกันค่ะ



ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว,http://www.bansuanporpeang.com/node/19625

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อ

พื้นที่ปลูก ผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อ ได้ดีนั้น ควรได้รับแสงเต็มที่ตลอดวันค่ะ  แม้ว่าจะสามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ผักกาดหอมนั้นก็จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิไม่สูงมากนักน่ะนะคะ
ผักกาดหอมห่อ (Head lettuce) เป็นผักกาดหอมที่ใบห่อเป็นหัว ซึ่งเกิดจากการที่ใบเรียงซ้อนกันหนามากนั่นเองค่ะ โดยเราสามารถแบ่งผักกาดหอมชนิดนี้ออกได้อีก 3 ชนิดด้วยกันคือ
   
1.  ชนิดห่อหัวแน่น (Crisp head) ลักษณะใบบาง กรอบ เปราะง่าย เห็นเส้นกลางใบชัดเจน ใบห่อเป็นหัวแน่นแข็งคล้ายกะหล่ำปลี นิยมปลูกมากทางการค้าเพราะสามารถขนส่งได้สะดวก ผักกาดหอมชนิดนี้ ได้แก่ พันธุ์ เกรทเลค (Great lake), นิวยอร์ค (New york), อิมพีเรียล (Imperial), โปรกรีสส์ (Progress) เป็นต้น
     
2.  ชนิดห่อหัวไม่แน่น (Butter head) ลักษณะห่อเป็นหัวหลวม ใบจะอ่อนนุ่มและผิวใบมัน ใบไม่กรอบเหมือนชนิดห่อหัวแน่น ใบที่ซ้อนอยู่ข้างในจะมีลักษณะเหมือนถูกเคลือบด้วยน้ำมันหรือเนยคืออ่อนนุ่มและเป็นเมือกลื่นๆ ใบข้างในซ้อนทับกันแน่นพอประมาณ สีเหลืองอ่อนคล้ายเนย เป็นผักกาดหอมชนิดที่ชอบอากาศหนาวเย็น ไม่ทนทานต่ออากาศร้อน แต่อายุการเก็บเกี่ยวจะเร็วกว่าชนิดห่อหัวแน่น พันธุ์ที่นิยมได้แก่ พันธุ์บิ๊ก บอสตัน (Big Boston), ไวท์ บอสตัน (White Boston) เป็นต้น
     
3.  ชนิดห่อหัวหลวมค่อนข้างยาว เป็นผักกาดหอมชนิดที่ใบห่อเป็นรูปกลมยาวหรือรูปกรวย ลักษณะหัวคล้ายผักกาดขาวปลี ใบมีลักษณะยาวและแคบ ใบแข็ง นิยมกันมากในทวีปยุโรป แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ พันธุ์ที่มีหัวขนาดใหญ่ ได้แก่ พันธุ์ปารีส ไวท์ (Paris White), ไวท์ ฮีท (White Heart)  เป็นต้น และพันธุ์ที่มีหัวขนาดเล็ก ได้แก่ พันธุ์ ลิทเติ้ล เจม (Little Gem)

การปลูก ผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อ นั้น ต้องมีการเพาะกล้าก่อนย้ายลงแปลงปลูกค่ะ เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้ถอนต้นกล้าออกซะบ้าง เพื่อไม่ให้เบียดกันแน่นจนเกินไป อันจะทำให้เกิดโรคโคนเน่า และต้นอ่อนแอได้ จากนั้นเมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วัน จึงทำการย้ายลงแปลงปลูกด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากต้นกล้าของผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อจะบอบช้ำได้ง่าย

ในช่วง 2-3 วันแรก หลงย้ายต้นกล้าลงแปลงลูก อาจจะช่วยต้นกล้าด้วยการใช้กรวยกระดาษหรือใบตอง คุลมต้นกล้าไว้เพื่อให้ต้นกล้ามีความแข็งแรง โดยระยะที่เหมาะสมในการปลูกก็คือ 30x50 เซนติเมตร การใส่ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเป็นสองแบบเช่นเดียวกับการปลูกผักกาดหอมพันธุ์ใบหยิก คือใส่ปุ๋ยรองพื้นเพื่อบำรุงดินก่อนปลูก และใส่ปุ๋ยหลังการปลูกแล้ว 7 วัน

ผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อสามารถเก็บผลผลิตมารับประทานได้เมื่อมีปลูกไปแล้ว 60-75 วัน ควรเก็บขณะที่หัวแน่น ไม่หลวม รูปร่างผลค่อนข้างกลม ไม่ควรปล่อยไว้ให้แก่จัดเกินไปน่ะนะคะ เพราะจำทหใ้หัวยืดตัวในทางตั้งและแทงเป็นดอกในที่สุดค่ะ


เรียบเรียงข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและ หนังสือ คู่มือการปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดหอมใบหยิก

ผักกาดหอมใบหยิก นั้น ต้องมีการเตรียมดินเพื่อปลูกด้วยวิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ค่ะ วิธีการเตรียมดินก็ให้ขุดพลิกดินขึ้นมา โดยขุดลึกประมาณ 18-20 เซนติเมตร แล้วตากดินไว้ 7-10 วัน จากนั้นจึงพรวนเพื่อย่อยดินและใส่ปุ๋ยคอก การปลูกจะใช้วิธีหว่านเมล็ดบนแปลง หรือใช้วิธีหยอดเมล็ดเรียงแถว โดยเว้นระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร เมื่อผักกาดหอมงอกเป็นต้นกล้า มีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้เริ่มคัดต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้ง และจัดระยะห่างระหว่างต้น ให้ห่างประมาณ 20x20 เซนติเมตร หากปลูกในฤดูร้อนก็ควรทำการคลุมแปลงด้วยการใช้ไม้ไผ่ปักและพรางด้วยสแลนโปร่งให้สูงขึ้นมาราว 1.5 เมตร

ผักกาดหอมใบหยิก
การใส่ปุ๋ยนั้นให้ใส่ปุ๋ยเป็น 2 ระยะค่ะ คือใส่เพื่อบำรุงดินก่อนปลูก และใส่อีกครั้งหลังจากปลูกได้ 7 วัน นอกจากนี้ยังควรใส่ปุ๋ยยูเรียละลายน้ำรดในอัตรา 1 ช้อนต่อน้ำ 1 ปี๊บ ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร รดวันเว้นวัน จากนั้นเมื่อผักอายุ 15-20 วัน ก็ให้เปลี่ยนปุ๋ยมาใช้สูตร 13-13-21 แทนน่ะนะคะ

ผักกาดหอมใบหยิกสามารถเก็บรับประทานไลังจากปลูกได้ 40-50 วันค่ะ ควรเลือกเก็บขณะที่ใบยังอ่อน ใบจะได้กรอบ ไม่เหนียวกระด้าง ลำต้นจะสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีการปลูกผักกาดหอมพันธุ์หัวห่อกันนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผักกาดหอม

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ผักกาดหอม นั้น เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอีกชนิดหนึ่งค่ะ โดยจะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่จับสารที่ก่อมะเร็ง ทำให้โอกาสเกิดโรคมะเร็งน้อยลง สำหรับผู้ที่รับประทานเป็นประจำ แถมยังเป็นผักที่มีรสชาดอร่อยและมีวิตามินสูงอีกด้วย


ผักกาดหอม เป็นผักจำพวกสลัด ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานกันทั่วไปค่ะ คนไทยเรานิยมรับประทานผักกาดหอมกับอาหารจำพวกยำรสจัดต่าง ๆ สาคูไส้หมู และข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นต้น โดยพันธุ์ของผักกาดหอมที่นิยมปลูกกันในบ้านเรามี 2 ประเภทด้วยกัน คือ พันธุ์หัวห่อ หรือที่เราเรียกกันว่าผักกาดแก้ว เป็นผักกาดหอมที่ใบจะห่อเป็นหัว และพันธุ์ใบ หรือที่เราเรียกกันว่าผักกาดหอมใบหยิก ซึ่งจะมีลักษณะใบที่กว้างใหญ่และหยิก เจริญเติบโตออกไปทางด้านบนและข้าง ไม่ห่อเป็นหัว

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกผักกาดหอมเอาไว้รับประทานในสวนครัวบ้านเรากันนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับสวนแสนรักในตอนหน้าค่ะ :)


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีการปลูกผักกาดขาวปลี

ผักกาดขาวปลี สามารถปลูกได้ในดินทั่วไปค่ะ แต่ที่เหมาะที่สุดก็คือดินร่วน เนื่องจากระบายน้ำได้ดี การปลูกให้ทำการขุดดินในแปลงลึกราว 12 นิ้ว ตากให้ดินแห้ง 10-15 วัน แล้วจึงทำการย่อยพรวนดินผสมกับปุ๋ยคอก วิธีการปลูกให้ใช้การหว่านเมล็ดลงในแปลงเลย แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านทับลงไปอีกชั้น ให้ีมีความหนาราว 0.5-1 เซนติเมตร จากนั้นจึงคลุมแปลงด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง เพื่อรักษาความชื้น


เมื่อ ผักกาดขาวปลี เริ่มงอก อายุราว 15-20 วัน ก็ให้ถอนแยกต้นออกให้ระยะห่างระหว่างต้นราว 30-50 เซนติเมตร ระยะแรกควรให้น้ำวันละ 3-4 เวลา เพื่อให้หน้าดินอ่อนสะดวกแก่การงอกและเติบโตของเมล็ด หลังการหว่านเมล็ด 7 วัน ก็ลดการให้น้ำเหลือเพียง 3 เวลา เมื่อต้นเติบโตเกิน 2 เืดือนไปแล้ว จึงลดการให้น้ำลงอีกเหลือเพียงวันละ 2 เวลา ที่สำคัญคือผักกาดขาวปลีจะขาดน้ำไม่ได้ในช่วงห่อปลีน่ะนะคะ ไม่เช่นนั้นใบจะไม่ห่อปลี และเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ควรใส่ปุ๋ยให้กับผักกาดขาวปลี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งค่ะ คือหลังจากปลูกแล้ว 7 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยแอมโมเนีัยมซัลเฟต หรือยูเรีย ส่วนการใส่ปุ๋ยครั้งที่สองให้ใส่ทุก ๆ 15 วัน โดยใส่เฉพาะปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หลังใส่ปุ๋ย ให้ทำการรดน้ำพรวนดิน เพื่อกลบปุ๋ยลงในดินด้วยนะคะ

ศัตรูตัวฉกาจของผักกาดขาวปลีก็คือหนอนค่ะ ดังนั้นควรเอาใจใส่แปลงผักมาก ๆ หากจำเป็นต้องฉีดฆ่าหนอน ควรฉีดก่อนผักเริ่มเข้าปลี ไม่เช่นนั้นหนอจจะเข้าไปอยู่ในปลีและไม่สามารถใช้ยากำจัดได้ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดอันตรายหากมีการเก็บไปรับประทาน อายุของผักกาดเขียวปลีที่เหมาะกับการเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วง 65-90 วันค่ะ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ข้อสังเกตก่อนการเก็บเกี่ยวคือ ใบนอกจะเริ่มแห้งและเข้าปลีแน่นพอสมคร ควรตัดก่อนที่ปลีจะคลายความแน่นน่ะนะคะ



เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือคู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผักกาดขาวปลี

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกสวนแสนรักทุกท่าน

ผักสวนครัวชนิดที่เป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย และสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด นั่นก็คือ ผักกาดขาว ค่ะ ผักกาดขาวนั้นมีหลายพันธุ์ด้วยกัน พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุด ได้แก่ ผักกาดขาวปลี เนื่องจากมีึรสชาดอร่อย กรอบและหวาน ใช้บริโภคได้ทั้งสุกและดิบ รวมทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปได้อีกด้วย


ผักกาดขาวปลี นั้นถือว่าเป็น "เจ้าแห่งผักกาด" เลยก็ว่าได้ค่้ะ การรับประทานผักกาดขาว ทำให้เราได้ทั้งโปรตีน คารโบไอเดรท ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินอย่างครบถ้วน นอกจากนี้แล้ว ผักกาดขาวยังมีโฟเลต ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกายในการสร้างระบบเส้นประสาทให้ทารกในครรภ์ ในช่วงระยะ 3 เดือนแรก ทั้งยังมีผลต่อการสร้างพันธุกรรมและเซลเม็ดเลือดแดงด้วย จึงเหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก

ผักกาดขาวปลีนั้นเป็นผักที่เหมาะที่จะปลูกในฤดูหนาวค่ะ ระยะเวลาการปลูกจะอยู่ในช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ หากปลูกในช่วงฤดูร้อน จะทำให้ไม่มีการห่อปลี หรือห่อน้อย ทำให้ได้ผักที่คุณภาพไม่ดี โดยพันธุ์ที่ปลูกกันนั้น แบ่งออกได้ตามลักษณะของปลี นั่นคือพวกห่อปลียาว รวมถึงพันธุ์ที่มีหัวตั้งตรง สูงและรูปไข่ ได้แก่พันธุ์ผักกาดโสภณ หรือผักกาดขาวฝรั่ง ส่วนพวกห่อปลีกลม,ปลีป้าน มักเป็นพันธุ์เบามีอายุสั้นในการปลูก อีกชนิดหนึ่งก็คือพวกปลีหลวมค่ะ พวกนี้ได้แก่ พันธุ์ผักกาดขาวใหญ่ และพันธุ์ผักกาดธรรมดา สามารถปลูกได้แม้ไม่อยู่ในช่วงฤดูหนาว เพราะใบจะไม่ห่อปลี น่ะนะคะ

ในตอนหน้าของบล้อกสวนแสนรัก เราจะมาดูวิธีปลูกผักกาดขาวปลีกันค่ะ แล้วกลับมาพบกับบล้อกสวนแสนรักได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ :)



เรีียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ คู่มือปลูกผักสวนครัว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต